ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความรุนแรงมากขึ้นในหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ประเทศต่างๆมีความเสี่ยงที่จะเผชิญวิกฤต ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และฐานะการคลังของประเทศให้เผชิญความเสี่ยงมากขึ้น
ทั้งสงครามยูเครน-รัสเซีย ในปี 2565 และสงครามในตะวันออกกลางในปีนี้สิ่งที่เหมือนกันคือสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไปทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่นำเข้าพลังงานอย่างประเทศไทยต้องเผชิญการบริหารเศรษฐกิจที่ยากลำบากเพราะพลังงานเป็นต้นทุนหลักในการดำเนินธุรกิจ และต้นทุนในการดำเนินชีวิตของประชาชน
แม้ว่าจะมีสัญญาณบวกในเรื่องการเจรจากันระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ในความเป็นจริงไม่มีใครรู้ว่าสงครามครั้งนี้จะลากยาวไปแค่ไหน ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิด หรือจำกัดการเปิดแบบที่ให้เรือไม่กี่ลำแล่นผ่านไปอีกนานเท่าไหร่ ทำให้โอกาสที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับตัวสูงขึ้นอีกยังมีอยู่อีกมาก เพราะซัพพลายน้ำมันยังคงหายไปจากระบบ 15-20% ต่อวัน
ล่าสุดสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)ได้ประเมินฉากทัศน์สงครามตะวันออกกลาง โดยกรณีที่ดีที่สุดสงครามจะยุติได้ภายใน 2 เดือน เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ประมาณ 1.4% แต่หากสงครามไม่จบภายใน 6 เดือนจีดีพีไทยปีนี้จะขยายตัวได้แค่ 0.2% เท่านั้น นอกจากนั้นเงินเฟ้ออาจจะพุ่งขึ้นไปถึง 5.8%
เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงจะเผชิญกับภาวะ “Stagflation” เงินเฟ้อสูงในขณะที่เศรษฐกิจตกต่ำซึ่งเป็นภาวะที่นักเศรษฐศาสตร์บอกว่าแก้ไขให้กลับมาปกติทำได้ยาก ต้องทั้งใช้เวลาและงบประมาณอย่างมากในการแก้ปัญหา
เมื่อสถานการณ์สงครามอาจลากยาว ในภาวะที่สถานการณ์คลังของประเทศก็มีข้อจำกัดมีพื้นที่ทางการคลัง (fiscal space) เหลืออยู่ไม่มากก็จะชนเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ที่ 70% รัฐบาลจึงมีความท้าทายอย่างมากในการบริหารสถานการณ์วิกฤตนี้ ท่ามกลางงบประมาณที่มีอยู่จำกัด
แม้ว่ารัฐบาลจะมีความสามารถในการระดมเอางบประมาณที่เหลืออยู่จากหน่วยงานต่างๆ ที่มีการจัดซื้อจัดจ้างล่าช้า หรือตัดงบประมาณในการอบรมสัมมนา มาทำเป็นพ.ร.บ.โอนงบประมาณเพื่อให้งบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน พ.ศ.2569 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 7 - 8 หมื่นล้านบาท แต่วงเงินดังกล่าวก็ถือว่าไม่มากนักหากเทียบกับขนาดและผลกระทบของวิกฤตที่เกิดขึ้น ดังนั้นการใช้จ่ายงบประมาณส่วนนี้รัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบว่าจะออกแบบมาตรการใด เพื่อช่วยกลุ่มใดมากที่สุด
มาตรการช่วยเหลือที่ออกมาต้องแม่นยำ ไปยังกลุ่มคนที่ต้องการการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ไม่สามารถรองรับวิกฤตที่เกิดขึ้นเป็นลำดับแรก แนวทางแบบนี้ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการอุดหนุนราคาพลังงานที่เป็นการบิดเบือนราคา และใช้เงินจำนวนมหาศาล
อย่างไรก็ตามข้อจำกัดจากฐานข้อมูลที่ใช้จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ยังมีจำนวน 13.4 ล้านคนเท่าเดิมมาหลายปี ถือเป็นช่องโหว่สำคัญที่ต้องดำเนินการ
การลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่จึงควรมีการทำขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาศัยข้อมูลที่สามารถคัดกรองได้จริงๆว่าใครคือกลุ่มเปราะบางที่ภาครัฐต้องให้ความช่วยเหลือ
หากสามารถทำได้ในส่วนนี้นอกจากการช่วยเหลือจะลงไปในกลุ่มเป้าหมายที่ควรได้รับการช่วยเหลืออย่างแท้จริง ยังจะช่วยรัฐบาลให้มีงบประมาณเหลือพอที่จะรับมือกับวิกฤตที่ลากยาวออกไป





