​​​​​​​ย้อนดูผลตอบแทนสินทรัพย์ต่างๆ ในไตรมาสแรก กับแนวโน้มในไตรมาส2/65

​​​​​​​ย้อนดูผลตอบแทนสินทรัพย์ต่างๆ ในไตรมาสแรก กับแนวโน้มในไตรมาส2/65

ในสัปดาห์นี้พักจากเรื่องของ Inverted Yield Curve ที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างมาก แล้วกลับมาลองย้อนดูผลตอบแทนสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ในไตรมาสแรก ปี 2565 กันครับ เพื่อทำให้เราเห็นภาพรวมของการลงทุน ประเด็นต่างๆ และแนวโน้มของราคา ที่ยังอาจจะส่งผลต่อเนื่องมาถึงไตรมาสสองด้วย

​​​​​​​ย้อนดูผลตอบแทนสินทรัพย์ต่างๆ ในไตรมาสแรก กับแนวโน้มในไตรมาส2/65

1.สินค้าโภคภัณฑ์ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในกลุ่มสินทรัพย์​​​​​​​ต้นปี 2565 นับได้ว่าเป็นจังหวะที่ไม่ดีนักสำหรับการลงทุนในหลายๆ สินทรัพย์ แต่ก็ยังมีสินทรัพย์บางกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนโดนเด่น ได้แก่ กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (+29.0%) โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน (+37.9%) แร่โลหะ (+17.4%) สินค้าเกษตร (+21.9%)

จากปัญหาคอขวดของห่วงโซ่อุปทานที่ต่อเนื่องมาจากปีก่อน เงินเฟ้อที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง ประกอบกับประเด็นเรื่องของสงครามที่เกิดขึ้น ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังน่าจะกดดันต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ในขณะที่เงินเฟ้อที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงก็น่าจะมีส่วนต่อสินทรัพย์ในกลุ่มนี้เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่เป็นการลงทุนเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ (Inflation-Hedged)

  1. พันธบัตรให้ผลตอบแทนติดลบต่อเนื่อง

หากใครลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศน่าจะคุ้นเคยกับดัชนีอ้างอิงหลักดัชนีหนึ่ง ที่เป็นที่นิยมอย่างมากของกองทุนตราสารหนี้ ได้แก่ ดัชนี Bloomberg Barclays Global Aggregate Bond ซึ่งสะท้อนการลงทุนของตราสารหนี้ในภาพรวมได้เป็นอย่างดี

เนื่องจากรวมการลงทุนทั้งพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชนในกลุ่มประเทศหลัก โดยไตรมาสแรกดัชนีให้ผลตอบแทนติดลบ6.2% และหากนับเป็นเดือนจะเป็นการติดลบ 8 เดือนต่อเนื่องกันนับตั้งแต่สิงหาคมปีที่แล้ว ปัจจัยหลักยังเป็นเรื่องของแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นและแรงกดดันเงินเฟ้อที่ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) สูงขึ้นทั้งระยะสั้นและระยะยาว และทำให้ราคาปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ในขณะที่ความผันผวนก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน

       

 

  1. ทั้งหุ้นและพันธบัตรให้ผลตอบแทนติดลบพร้อมกัน

สิ่งที่ทำให้การลงทุนในไตรมาสแรกยากขึ้นไปอีก คือการที่ทั้งหุ้นและพันธบัตรให้ผลตอบแทนติดลบในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งภาวะปัจจุบันเป็นช่วงที่นโยบายการเงินเป็นขาขึ้น และเศรษฐกิจน่าจะผ่านจุดสูงสุด (Peak) ไปแล้ว ทำให้การลงทุนในสองสินทรัพย์ดั้งเดิมที่ควรจะเคลื่อนไหวสวนทางกัน กลับปรับตัวลดลงไปพร้อมๆ กันในไตรมาสแรก ทำให้การกระจายความเสี่ยงทำได้อยากขึ้นในช่วงสั้น ทำให้ยังคงต้องระมัดระวังการลงทุนและบริหารจัดการความเสี่ยงของพอร์ตฟอลิโอให้ดีต่อเนื่อง

  1. ทองคำได้ประโยชน์จากความเสี่ยงด้านการเมืองระหว่างประเทศ

ทองคำได้ประโยชน์ภาวะ Risk Aversion จากเรื่องของการสู้รบกันระหว่างรัสเซียและยูเครน โดยราคาทองคำในรูปสกุลเงินดอลลาร์ สรอ. ปรับเพิ่มขึ้น 5.9% ในชณะที่สกุลเงินดิจิทัลหลักๆ Bitcoin (-1.2%) และ Ethereum (-10.5%) ให้ผลตอบแทนติดลบ โดยทั้งสองถูกมองว่าเป็นการลงทุนทางเลือกสำหรับลดความเสี่ยงจากเงินทั่วไป (Fiat Money) ในภาวะที่ภาครัฐขาดความน่าเชื่อถือ แต่ในไตรมาสแรกตลาดการเงินถูกกดดันจากปัจจัยเรื่องสงครามซึ่งอาจทำให้ทองคำได้ประโยชน์มากกว่า เทียบกับในช่วงสองปีก่อนหน้าที่ภาครัฐฯ ใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุล ทำให้สภาพคล่องส่วนเกินในระบบสูง และมีการพิมพ์เงินออกมาจำนวนมาก ส่งผลให้สกุลเงินดิจิทัลปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์สามารถสะท้อนมุมมองของทางเลือกในการลงทุนทั้งสองได้เป็นอย่างดี

  1. ตลาดหุ้นโดยรวมยังต้อง Selective ในขณะที่หุ้นจีนยังคงให้ผลตอบแทนต่ำกว่าประเทศหลักอื่นๆ

ภาพรวมของหุ้นยังให้ผลตอบแทนแบบ Selective เนื่องจากตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศหลักปรับตัวลดลง แต่มีบางประเทศที่มีความเชื่อมโยงกับสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงประเทศที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วยที่สามารถให้ผลตอบแทนเป็นบวกได้ ในขณะที่หุ้นจีนก็ยังคงให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดหลักอื่นๆ โดยดัชนีหลักอย่าง CSI300 (-14.5%) ดัชนี H-Share (-8.6%) และดัชนี NASDAQ Golden Dragon Index (-20.6%) ติดลบต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยต่อเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการดูแลของทางการ รวมถึงเศรษฐกิจจีนเองก็มีแนวโน้มชะลอตัวลง  

สำหรับประเด็นที่จะกำหนดผลตอบแทนสินทรัพย์ต่างๆ ในไตรมาสสองหนีไม่พ้น 5 ประเด็นดังนี้ ได้แก่ (1) นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ และแผนการลดการซื้อพันธบัตร หรือ ทีเรียกกันสั้นๆ ว่า “QT” (Quantitative Tightening) (2) ผลกระทบของสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน และผลกระทบของมาตรการคว่ำบาตรต่างๆ (3) แนวโน้มราคาพลังงาน ค่าจ้าง และการคาดการณ์เงินเฟ้อ (4) แนวโน้มเศรษฐกิจที่น่าจะชะลอตัวลงและสุดท้าย (5) การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ยังคงกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจในบางประเทศ

สุดท้ายนี้ แม้ไตรมาสแรกจะให้ผลตอบแทนไม่ดีนักกับการลงทุนในต่างประเทศ แต่สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับการลงทุนในระยะยาวคือการที่เรายังคงลงทุนอยู่อย่างสม่ำเสมอ และเน้นการปรับเปลี่ยนน้ำหนักการลงทุนให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินที่เปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา รวมถึงหมั่นหาเครื่องมือและผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ เพื่อใช้ในการจัดสรรการลงทุนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

หมายเหตุ บทวิเคราะห์นี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานต้นสังกัดแต่อย่างใด

ขอบคุณ ข้อมูลจาก Blackrock และ Bloomberg. Indexes or prices used are: U.S. equities - MSCI USA Index, EM equities - MSCI Emerging Markets Index, Europe equities - MSCI Europe Index, Japan equities - MSCI Japan Index, China equities - MSCI China Index, DM gov. debt - Bloomberg Barclays Global Treasury Index, Emerging debt - JP Morgan Emerging Market Bond Index (EMBI) Global Composite, High yield - Bloomberg Barclays Global High Yield Index, IG credit - Barclays Global Corporate Credit Index, Commodities - Commodity Research Bureau (CRB) Index, Cash - Bloomberg Barclays U.S. Treasury Bill Index, REITs - S&P Global Real Estate Investment Trust (REIT) Index, Infrastructure - S&P Global Infrastructure Index)