ในขณะที่ปัญหาสงครามยังไม่รู้ว่าจะลงเอยอย่างไร ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น และกำลังจะเกิดขึ้นเริ่มสร้างความกังวลให้กับหลายๆ ฝ่ายมากขึ้นเรื่อย โดยประเด็นเรื่องของเศรษฐกิจที่อาจจะค่อยๆ ชะลอตัวลงจากปัจจุบัน และอาจเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในท้ายที่สุดเริ่มถูกหยิบยกมาพูดถึงบ่อยครั้ง
ในขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับภาวะ Stagflation หรือช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำ แต่เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น ในหลายๆ ประเทศก็เริ่มมีความเป็นไปได้มากขึ้น เช่น ในกลุ่มประเทศยุโรป จากปัญหาด้านราคาพลังงานและต้นทุนด้านอาหารต่างๆ ในส่วนของสหรัฐฯ หลังจากดัชนียอดนิยมที่นักวิเคราะห์มักจะหยิบยกมาเป็นดัชนีชี้นำ (Leading Indicator)
ภาวะเศรษฐกิจอยู่บ่อยครั้ง คือ ส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีและ 2 ปี ซึ่งปัจจุบันสะท้อนโอกาสของภาวะเศรษฐกิถดถอยมากขึ้นเรื่อยๆ จากส่วนต่างๆ ที่แคบลงอย่างต่อเนื่องช่วงหลัง ทำให้เริ่มมีการพูดถึงความเป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยในปีหน้า
โดยผลกระทบจากสงครามในรอบนี้สามารถส่งผ่านไปยังระบบเศรษฐกิจได้ในหลากหลายช่องทาง เช่น (1) ราคาพลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์ต้นน้ำ แร่โลหะ และราคาอาหารต่างๆ ที่จะส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้น จากระดับเดิมที่สูงที่สุดในรอบหลายสิบปีอยู่แล้ว และท้ายที่สุดก็จะลดทอนอำนาจซื้อของครัวเรือนเพิ่มขึ้นไปอีก ผลกระทบที่ชัดเจนในปัจจุบันนอกเหนือจากราคาพลังงาน คือ เรื่องของการขาดแคลนของธัญพืชต่างๆ
โดยราคาข้าวสาลีปรับตัวสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ในขณที่ราคาข้าวและถั่วเหลืองปรับตัวสูงที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งเดิมก็ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการขนส่งและต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น สภาพอากาศแปรปรวน การขาดแคลนแรงงาน ซึ่งสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนก็สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมเนื่องจากทั้งสองประเทศเป็นผู้ส่งออกหลังของสินค้าในกลุ่มธัญพืช
(2) การคว่ำบาททางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบทั้งผู้ดำเนินนโยบายและตัวรัสเซียเอง ซึ่งเราเห็นข่าวการแบนสินค้า หรือการห้ามทำธุรกิจอย่างต่อเนื่องระหว่างกัน ซึ่งมาตรการคงไม่จบง่ายๆ และอาจเป็นมาตรการที่ดำเนินการต่อเนื่องยาวนานหลายปี เพื่อลดการพึ่งพาระหว่างกันในระยะยาว (3) รวมถึงความกังวลต่อปัญหาสงครามที่อาจลุกลาม เพิ่มความไม่แน่นอน ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจ และแนวโน้มการใช้จ่ายของครัวเรือน ซึ่งช่องทางต่างๆ เหล่านี้มีทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง ไม่ว่าจะสงครามจะจบเร็วหรือไม่
โดยสิ่งที่สร้างความกังวลในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องของความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเพียงอย่างเดียว แต่คือเรื่องของสาเหตุของการชะลอตัว โดยหากมองย้อนไปถึงปัญหาเศรษฐกิจถดถอยในสองครั้งล่าสุด ได้แก่ ปัญหาสินเชื่อ Sub-prime ที่หรือรู้จักกันดีในชื่อของ “Hamburger Crisis” ในช่วงระหว่างปี 2008 ถึง 2009 และ การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในช่วงระหว่างปี 2020 ถึง 2021
ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์เกิดจากปัญหาเรื่องของอุปสงค์เป็นหลัก (Demand Shock) กล่าวคือ อุปสงค์ของการบริโภคภาคครัวเรือน หรือ การลงทุนภาคเอกชนหดหาย อันเกิดจากผลกระทบไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวลดลงของราคาสินทรัพย์ในช่วงปี 2008 หรือความไม่แน่นอนจากการแพร่ระบาดในปี 2020 ซึ่งปัญหาดังกล่าวภาครัฐฯ
สามารถบรรเทาได้ด้วยนโยบายการเงินและการคลัง เช่น การลดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำเพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน ผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ย การเข้าซื้อพันธบัตรของธนาคารกลาง และการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุล เช่น การลดภาษีชั่วคราว การให้เงินช่วยเหลือแก่ครัวเรือนในรูปแบบต่างๆ และการออกมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล ซึ่งเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อและสร้างความมั่นใจเพื่อฟื้นคืนการบริโภคการลงทุนของภาคครัวเรือนและธุรกิจ
ในทางตรงกันข้าม ความเสี่ยงในรอบนี้เกิดจากปัญหาด้านอุปทานเป็นหลัก (Supply Shock) จากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน ราคาอาหาร มาตรการ Sanction ต่างๆ ปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทานที่แย่ลงจากเรื่องของสงคราม นโยบายดังกล่าวที่เน้นการกระตุ้นอุปสงค์ผู้เล่นของระบบเศรษฐกิจ อาจจะทำให้ปัญหารุนแรงมากขึ้นไปอีก
จากการเพิ่มอุปสงค์ซึ่งจะไปทำให้ปัญหาขาดแคลนอุปทาน (Supply Shock) ทวีความรุนแรงขึ้น กดดันเงินเฟ้อ และก่อให้เกิดปัญหาต่อเนื่อง ยังไม่รับรวมภาวะหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นสูงมากในเกือบทุกประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในช่วงที่ผ่านมา ที่จะทำให้ความช่วยเหลือจากภาครัฐฯ อาจทำได้จำกัด ยังไม่นับการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางการเมืองในอนาคต มาตรการที่จะแบ่งแยกกันระหว่างตะวันออกและตะวันตกมากขึ้น ดังนั้นไม่น่าแปลกใจว่าทำไมความถึงวลเกี่ยวกับผลกระทบของเรื่องของสงครามๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่โลกมีปัญหาเงินเฟ้อและนโยบายการเงินกำลังจะเข้มงวดขึ้น ถึงได้เป็นที่น่ากังวลไม่น้อยในมุมมองของนักวิเคราะห์ต่างๆ
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสงครามและส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจโลกทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นสิ่งที่เพิ่มความไม่แน่นอนและความเสี่ยงให้กับตลาดเงินและการลงทุนอย่างมาก ทำให้ยังคงต้องใช้ความระมัดระวัง และเน้นการกระจายการลงทุนให้เหมาะสม ความผันผวนที่เพิ่มขึ้นและน่าจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง อาจสร้างความกังวลให้นักลงทุนหลายๆ ท่าน ทำให้ต้องอาจจะต้องอาศัยการประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและใกล้ชิดต่อไป ทำให้การลดความเสี่ยงและการกระจายการลงทุนยังน่าจะเป็นกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมแนวโน้มการลงทุนในปีนี้ครับ






