วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน...นัยต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในสหรัฐฯ และยุโรป

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกท่าน ประเด็นวิกฤตรัสเซีย และยูเครน ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น จะเพิ่มความเสี่ยงขาลงต่อเศรษฐกิจโลก โดยจะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2022 ช้ากว่าคาดการณ์เดิม ขณะที่ แรงกดดันเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ระดับสูง

SCB CIO ประเมินว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบทางตรงค่อนข้างต่ำจากวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน เนื่องจาก ความเชื่อมโยงของสหรัฐฯ กับรัสเซียและยูเครนผ่านช่องทางการค้าและทางการเงิน ค่อนข้างน้อย แต่คาดว่า เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบทางอ้อม ผ่านทางราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น

โดย ในปี 2021 มูลค่าการค้าของรัสเซีย และยูเครน ต่างอยู่ในระดับที่น้อยกว่า 0.5% ของมูลค่าการค้ารวมของสหรัฐฯ นอกจากนี้ สหรัฐฯ นำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียเพียง 3.2% ของทั้งหมด จึงทำให้รัสเซียมีความสามารถจำกัด ในการตอบโต้การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ผ่านช่องทางจำกัดการส่งออก ส่วนในแง่ความเชื่อมโยงทางการเงิน แม้รัสเซียมีแนวโน้มผิดนัดชำหระหนี้มากขึ้น หลังโดนมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ แต่สัดส่วนการปล่อยกู้ของธนาคารสหรัฐฯให้กับรัสเซีย และยูเครน ก็ยังอยู่ในระดับต่ำที่ 14.5 และ 1.8 พันล้านดอลลาร์ สรอ. หรือคิดเป็นเพียง 0.3% ละ 0.04% ของการปล่อยกู้ธนาคารสหรัฐฯให้กับต่างประเทศทั้งหมด ตามลำดับ

        อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางอ้อม จะเกิดจากการที่วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้อุปทานน้ำมันจากรัสเซียชะลอตัวลง นำมาสู่ราคาพลังงานในสหรัฐฯ ที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อ ยังทรงตัวในระดับสูง และอาจกดดัน GDP สหรัฐฯ ลงบางส่วน และยังมี ผลกระทบทางอ้อม จากความกังวลที่ว่า รัสเซียจะจำกัดการส่งออกแร่ (minerals) ซึ่งถูกใช้ในภาคการผลิตที่เป็นเซมิคอนดักเตอร์ และรัสเซียยังถือเป็นผู้ส่งออกแพลเลเดียมรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งถูกใช้ในการผลิตชิป ดังนั้น วิกฤตที่เกิดขึ้นกับรัสเซีย จะยิ่งเพิ่มปัญหาชิปขาดแคลนทั่วโลก และเพิ่มแรงกดดันด้านราคาและต้นทุนให้สูงขึ้น

สำหรับเศรษฐกิจยุโรป SCB CIO ประเมินว่า วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน จะยังส่งผลกระทบที่สูง ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อของยุโรป แม้ว่า รัสเซีย จะคิดเป็นประมาณ 3% ของการส่งออกทั้งหมดของยูโรโซน (0.6% ของ GDP) แต่ปัญหาอุปทานและราคาของพลังงาน ถือเป็นความเสี่ยงหลักต่อยุโรป เนื่องจาก ยุโรปใช้ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน คิดเป็น 26% และ 34% ของการใช้พลังงานทั้งหมด และแหล่งของพลังงานที่ใช้ส่วนใหญ่ มาจากการนำเข้าเป็นหลัก โดยที่การนำเข้าจากรัสเซีย คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 41% สำหรับก๊าซธรรมชาติ และคิดเป็น 27% สำหรับน้ำมัน ดังนั้น ผลกระทบจากการราคาพลังงานที่สูง จะทำให้ดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น อำนาจซื้อลดลง และอุปสงค์ผู้บริโภคลดลง ส่วนฝั่งภาคธุรกิจ มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันมากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ กำไรถูกกดดันจากราคาก๊าซที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนปีก่อนหน้า นอกจากนี้ การที่อุปสงค์ของผู้บริโภคลดลง และกำไรของบริษัทถูกกระทบ จะกดดันต่อแนวโน้มการใช้จ่ายลงทุน (capex) ในระยะถัดไปด้วยเช่นกัน ในแง่ความเชื่อมโยงทางการเงิน เรามองว่า ผลกระทบทางการเงินต่อยุโรป จะค่อนข้างจำกัด เนื่องจาก exposure ของธนาคารต่างชาติ กับรัสเซีย ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่วิกฤตไครเมีย ซึ่งปัจจุบัน อยู่ที่ 149 พันล้านดอลลาร์ สรอ. โดยที่ธนาคารออสเตรีย มี exposure กับรัสเซีย อยู่ที่ 2.2% ของสินทรัพย์ทั้งหมด ในขณะที่ ประเทศอื่นๆ ในยุโรป มี exposure กับรัสเซีย ไม่ถึง 1%

นัยต่อการดำเนินนโยบายการเงิน เรามองว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มส่งสัญญาณเข้มงวดทางการเงิน (hawkish) ที่ลดลง โดยเฉพาะในช่วงที่ยังมีความตึงเครียดระหว่างรัสเซีย-ยูเครน โดยในการประชุมเดือนมี.ค.นี้ เราคาดว่า Fed มีแนวโน้มขึ้นอัตราดอกเบี้ย 25 bps และมีโอกาสมากขึ้นที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวม ในปีนี้ จะน้อยกว่า 175 bps ด้าน ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เรามองว่า ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น จะเพิ่มโอกาสที่ ECB จะชะลอการดำเนินนโยบายแบบเข้มงวดเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เรายังคงมุมมองว่า ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 25bps ในเดือนธ.ค.นี้ สู่ระดับ -0.25% ขณะที่ จะคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และรีไฟแนนซ์ไว้ตลอดทั้งปีนี้  ส่วนมาตรการซื้อสินทรัพย์ (QE) ได้แก่ PEPP คาดว่า จะสิ้นสุดในเดือนมี.ค. และ APP จะสิ้นสุดในปลายไตรมาส 3/2022

ผลกระทบต่อการลงทุน หลังวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น นักลงทุนได้ปรับลดคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในการประชุม FOMC เดือน มี.ค. จากเดิม 0.50% เหลือเพียง 0.25% โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ทั้งระยะสั้นและยาวปรับลดลง สะท้อนความกังวลแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี นักลงทุนรอประเมินการแถลงนโยบายการเงินรายครึ่งปีของประธาน Fed ในวันที่ 2-3 มี.ค.นี้ เพื่อดูผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายการเงิน ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงนี้ยังมีความผันผวนสูง

โดยหากสถานการณ์ความขัดแย้งยังยืดเยื้อ จะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น กดดันการขยายตัวของเศรษฐกิจ และอาจทำให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนของสหรัฐฯ ถูกปรับประมาณการลง สำหรับตลาดหุ้นยุโรป มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากกว่าสหรัฐฯ หากสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น โดยราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น จะส่งผลต่อต้นทุน และกำไรบริษัทจดทะเบียน ซึ่งช่วงที่ผ่านมา Valuation ของตลาดหุ้นยุโรปได้ปรับลดลงจากวิกฤตนี้มาค่อนข้างมาก อย่างไรก็ดี เราคาดว่าผลกระทบทางตรงต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯและยุโรป จะยังคงจำกัด เนื่องจาก รายได้ของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ในดัชนี S&P500 และ ของบริษัทจดทะเบียนยุโรป ในดัชนี Eurostoxx 600 ที่มาจากรัสเซีย อยู่ที่เพียง 0.1% และ 1.0% ของรายได้ทั้งหมด ตามลำดับ