การแสวงหาความสุขในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ความซบเซาที่เกิดขึ้นในรอบเกือบ 3 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่โลกเราได้รู้จักกับโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการเมือง เศรษฐกิจ สังคม รวมไปถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั่วไปที่เราสัมผัสได้เลยว่าคนรอบข้างเรานั้นมีความสุขโดยรวมลดลง
แม้ว่าจะมีเรื่องให้ดีใจได้บ้าง เช่นดีใจจากมาตรการช่วยเหลือภาครัฐ หรือดีใจที่มาตรการผ่อนคลายทำให้มียอดขายดีขึ้น แต่ความดีใจนั้นเป็นเพียงความสุขชั่วครู่ ไม่เหมือนความสุขที่ให้ความสบายใจกับเราในระยะยาว การแสวงหาความสุขในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ธรรมชาติของมนุษย์นั้นรักความสงบสุข และใฝ่หาความสุขในชีวิตอยู่เสมอ ทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมาเราจะเห็นนักปราชญ์มากมายหลายคนเผยเคล็ดลับแห่งความสุขและคุณค่าแห่งชีวิต
หนังสือขายดีตลอด 30-40 ปีที่ผ่านมาก็จะเห็นว่าหนังสือที่ได้รับความนิยมตลอดกาลก็คือเรื่องของที่มาแห่งความสุข ซึ่งลองสรุปประเด็นดูแล้วมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ไม่กี่ข้อ
ข้อแรกคือต้องรักษาอารมณ์และความคิดให้เป็นด้านบวกเสมอ เพราะนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความรู้สึกท้าทายและความตื่นเต้นที่ได้ทำสิ่งใหม่ๆ ในแต่ละวัน แม้ต้องเจองานยาก หรือเจอปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ก็จะไม่รู้สึกท้อถอย
ความคิดเชิงบวกจะเปลี่ยนให้เราดีใจที่ได้ทำงานยากๆ เพราะเราจะมองเห็นโอกาสที่ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ได้ตื่นเต้นกับเรื่องใหม่ที่ไม่เคยพบเจอ และภูมิใจกับความสำเร็จที่จะได้ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งนั่นคือความสุขที่เกิดขึ้นในใจอย่างคิดไม่ถึง
ข้อสอง ต้องบริหารความคิดเชิงลบให้ออกไปจากใจให้มากที่สุด เพราะความรู้สึกเชิงลบเช่นอารมณ์โกรธ โมโห กังวล ฯลฯ เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่เราต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้นให้หมดไปโดยเร็วที่สุด
อารมณ์เชิงลบมักจะเกิดจากความผิดพลาดจนเกิดความผิดหวัง ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เราต้องพบเจอ การปล่อยวางและคิดหาทางแก้ไขป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นในครั้งหน้าย่อมดีกว่าการจมอยู่กับปัญหาที่เกิดขึ้นไปแล้ว อารมณ์เชิงลบไม่สามารถแก้ไขเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วได้ แต่อารมณ์บวกจะช่วยให้เราเดินหน้าไปหาความสำเร็จในอนาคตได้
ข้อสามต้องรู้จักพึงพอใจกับชีวิต ยกตัวอย่างเช่นเรื่องเงินเดือนที่เรามักจะพบว่าการหาความพึงพอใจในเรื่องนี้เป็นเรื่องยากมาก เงินเดือนขั้นต้น 15,000 บาทนั้นหลายคนบอกว่าไม่พอ แต่ต้องปรับเพิ่มเป็น 20,000 ก็อาจดีขึ้นแต่ยังไม่พอ 30,000 ก็อาจพบว่ามีค่าใช้จ่ายมากขึ้นตามมา ก็ยังไม่พออยู่ดี
ความพึงพอใจขึ้นอยู่กับมุมมองของเราเป็นหลัก เงินเดือนที่ได้รับ หากหักค่าใช้จ่ายที่จำเป็น หักค่าใช้จ่ายดูแลพ่อแม่และครอบครัว หักเงินออม ฯลฯ แล้วยังพอมีเหลือก็น่าจะเพียงพอและทำให้เรามองโลกในแง่บวกได้ว่าบริษัทดูแลเราเป็นอย่างดีแล้ว
อย่าลืมว่าในหลายๆ ประเทศไม่ได้มีโอกาสให้เราขนาดนี้ เพราะมีข้อจำกัดเช่นด้านการเมือง ด้านศาสนา ด้านวรรณะ หรือด้านค่านิยมบางประการที่อาจทำให้แต่ละคนไม่อาจทำงานได้เต็มศักยภาพหรืออาจไม่มีโอกาสได้ทำงานด้วยซ้ำ
ข้อสี่ สร้างพลังที่เกิดขึ้นจากการคิดเชิงบวก ดูได้จากการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่เพิ่งปิดฉากลงไป มีนักกีฬาจำนวนมากที่แสดงผลงานได้อย่างน่าทึ่ง จากการสัมภาษณ์เราจะเห็นได้ว่าแต่ละคนล้วนมีพลังที่ได้จากการอยากทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งเกิดมาจากความท้าทายและความอยากเอาชนะข้อจำกัดของตัวเอง จึงเกิดเป็นพลังในช่วงสุดท้ายจนคว้าเหรียญมาครองได้ในที่สุด
ความสุขดังกล่าวเกิดขึ้นกับผู้ที่ได้เหรียญทุกคน โดยไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเหรียญทองเท่านั้นเพราะเมื่อเอาชนะตัวเองได้ก็เท่ากับได้ปลดปล่อยพลังออกมาได้อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน กลายเป็นการทะลุขีดจำกัดและพร้อมรับความท้าทายครั้งใหม่ๆ ต่อไปในอนาคต






