วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สาหร่ายกู้โลก

เมื่อ 15 ปีก่อนหรือในปี ค.ศ. 2008 ราคาน้ำมันได้วิ่งขึ้นไปสูงถึง 147 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และมีการคาดการณ์กันในตอนนั้นว่าอาจจะวิ่งไปถึง 200 เหรียญอย่างที่เราทราบกัน คนในวงการพลังงานก็มองถึงความยั่งยืนทางพลังงาน และมีการผลักดันพลังงานทางเลือกอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

นอกจากเอทานอล จากแป้งมันโมลาสแล้ว ก็มีการทำไบโอดีเซลจากปาล์ม หรือพืชทางเลือกอีกมากมาย หนึ่งในโครงการที่บางจากฯ ได้ร่วมกับพันธมิตรเพื่อศึกษาต่อยอดคือ การสกัดน้ำมันดีเซลจากสาหร่าย (Algae) ซึ่งแม้ว่าจะได้ผลดี แต่ต้นทุนในการผลิตนั้นสูงมาก และราคาน้ำมันดิบต้องสูงกว่า 220-250 เหรียญจึงจะทำให้แข่งขันได้

แต่ผลที่ได้จากการวิจัยครั้งนั้น คือ เราพบกระบวนการเพาะเลี้ยงสาหร่ายบางพันธุ์ที่เติบโตได้ในไทย ซึ่งเมื่อนำมาเข้ากระบวนการแล้ว จะทำให้สาหร่ายเปลี่ยนเป็นสีแดง ซึ่งมีสารที่มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระหรือ Antioxidant ที่สูงมาก เรียกว่า Astaxanthin อันเป็นที่นิยมในวงการอาหารเสริม เพราะช่วยชะลอริ้วรอย

ทำให้ดูหน้าตาอ่อนวัย และที่สำคัญคือราคาซื้อขายของ Astaxanthin บริสุทธิ์และเกรดดีนั้น กิโลกรัมละ 1,000,000 บาทเลยทีเดียว ก็เป็นธรรมชาติของงานวิจัย ที่จะมีผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นหลายอย่าง แต่ถ้าเราสามารถต่อยอดแล้ว ก็เกิดโอกาสใหม่ ๆ ได้นะครับ

สาหร่ายเป็นพืชที่หาง่าย และที่สำคัญคือทนทาน อีกทั้งแพร่พันธุ์ได้เร็ว วงจรชีวิตสั้น และความหลากหลายของสายพันธุ์ทำให้สามารถต่อยอดได้หลายอย่างหลายทาง เฉพาะ Algae ก็มีมากกว่า 320,000 สายพันธุ์ ขณะที่สาหร่ายอีกประเภทคือ Seaweed ก็มีอีกกว่า 12,000 สายพันธุ์ และโดยมากสภาพตามธรรมชาติมักต้องยึดเกาะกับพื้น (Benthic macroalgae) ซึ่งปัจจุบันมี

ทั้งนักวิทยาศาสตร์และสตาร์ทอัพเข้ามาศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ เช่น Notpla จากอังกฤษที่เริ่มทำบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้จาก seaweed เพื่อเป็นการตอบโจทย์การงดใช้กล่องโฟมและถุงพลาสติกที่ใช้อย่างมากมายในช่วงล็อคดาวน์ โดยได้ร่วมกับ Just Eat ผู้ให้บริการส่งอาหารในสหราชอาณาจักรและประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากภัตตาคารหลายร้อยแห่ง แม้ว่าต้นทุนยังสูงกว่าพลาสติกปกติหลายเท่าตัว แต่ด้วยความที่ยุโรปมีความตื่นตัวเรื่องขยะและโลกร้อนทำให้ธุรกิจยังไปได้ดี และบริษัทก็เริ่มได้รับ seed funding หรือเงินทุนก้อนแรกจาก Horizon Venture ในกลุ่มของมหาเศรษฐีลีกาชิงแล้วด้วย

อีกด้านหนึ่งก็คงเป็นเรื่องของความตื่นตัวในส่วนของ plant-based food ที่เริ่มมีคนที่เป็นวีแกนมากขึ้น และสาหร่ายก็สามารถที่จะดัดแปลงเพื่อให้มีทั้งสารอาหารและรสชาติที่ใกล้เคียงกับอาหารสัตว์ โดย Nestle บริษัทข้ามชาติชั้นนำของโลกด้านโภคภัณฑ์ก็ได้เริ่มทดลองทำกุ้งและไข่จากสาหร่าย

 แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือสตาร์ทอัพจากแคนาดาชื่อ Cascadia Seaweed ที่ได้เริ่มผลิตอาหารสัตว์จากสาหร่าย เพื่อเลี้ยงวัวในฟาร์ม เพราะมีงานวิจัยที่พิสูจน์ได้ว่าเมื่อวัวกินสาหร่ายเป็นอาหารแล้วนอกจากจะทำให้อ้วนท้วนสมบูรณ์มากกว่าอาหารสัตว์ทั่วไป แล้ว ยังทำให้มันปล่อยก๊าซมีเทนลดลงอีกด้วย (ขออนุญาตฮานิด ช่างคิดจริง ๆ) อย่างที่เคยเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ว่า ปัญหาหลักของฟาร์มปศุสัตว์คือนอกจากใช้พื้นที่ขนาดใหญ่แล้ว

การย่อยในกระเพาะของสัตว์ทำให้เกิดปล่อยก๊าซมีเทนทั้งผ่านการเรอและผายลม ซึ่งก็จะสร้างปัญหาโลกร้อน การลดการปล่อยมีเทน ก็จะทำให้ คาร์บอน ฟุตพริ้นท์ของฟาร์มเหล่านี้ดีขึ้น และเสียภาษีคาร์บอนน้อยลง โดย Cascadia ได้ลงทุนทำฟาร์มสาหร่ายกว่า 7 แห่งในแคนาดา และเตรียมเปิดตัวในยี่ห้อ Kove โดยมองว่าในอนาคตคงจะมีฟาร์มสาหร่ายทะเลจำนวนมาก เช่นเดียวกับการทำฟาร์มปลาแซลมอนในประเทศนอร์เวย์ เป็นต้น

จากพืชเซลล์เดียวหรือน้อยเซลล์ที่เรากินเล่นเวลาดูหนัง ตอนนี้สาหร่ายอาจจะกลายเป็นพืชกู้โลกจากภาวะโลกร้อนอย่างไม่น่าเชื่อ MarketsandMarkets บริษัทวิจัยชั้นนำของโลกได้คำนวณว่ามูลค่ารวมของตลาดเลี้ยงสาหร่ายอยู่ที่ประมาณ 17,000 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวในอีก 3 ปีข้างหน้าหรือในปีค.ศ. 2025 ก็เป็นอีกธุรกิจสีเขียวที่น่าสนใจทีเดียว ถึงตรงนี้ผมขอไปรับประทานสาหร่ายแห้งอบกรอบก่อนนะครับ เผื่อจะช่วยลดการปล่อยมีเทนได้บ้าง