วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Transition Finance: ตัวช่วยฝ่าวิกฤติสู่ความยั่งยืน

สวัสดีครับ ผู้อ่านหลายท่านคงคุ้นเคยกับคำว่า “Green Finance” หรือ การเพิ่มกระแสการไหลเวียนของเงินทุนจากภาคส่วนต่างๆ ไปยังอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นในการส่งเสริมและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น ตลอดจนลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากการเงินสีเขียวแล้ว อีกประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กันและกำลังเป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวาง นั่นคือ “Transition Finance” หรือ “การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน”

เราสามารถนิยามคำจำกัดความของ Transition Finance ได้ว่า “การให้การสนับสนุนทางการเงินทุกรูปแบบเพื่อช่วยให้บริษัทที่มีอัตราการปล่อยคาร์บอนสูง (Brown Industry) เริ่มหันมาใส่ใจกับการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวเพื่อให้บริษัทเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (Green Industry)”

โดยบริษัทที่รับการสนับสนุนอาจจะยังไม่ใช่ธุรกิจหรือการลงทุนที่เป็นสีเขียวอย่างแท้จริง หรืออาจเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนและใช้เวลาอย่างมากกว่าจะสามารถเรียกตนเองได้ว่าเป็นองค์กรสีเขียว (Hard-to-Abate)

แต่กำลังหันเข็มทิศไปยังเป้าหมายสีเขียวอย่างเป็นระบบและมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ Transition Finance จึงมาตอบโจทย์ในช่องว่างนี้ ซึ่งเปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมระหว่างการแสวงหาเงินทุนให้มาบรรจบกับการให้สินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อให้บรรดาบริษัทต่างๆ สามารถบรรลุเป้าหมายตามความตกลงปารีสที่มุ่งเน้นการจำกัดอุณหภูมิของโลกไม่ให้สูงเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม

ที่น่าสนใจคือการช่วยและจูงใจให้บริษัทในอุตสาหกรรมที่ยังไม่ “เขียว” และมีอัตราการปล่อยคาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลกสูงให้เริ่มเปลี่ยนแปลงกิจกรรมทางธุรกิจถือเป็นความท้าทายอย่างมาก บริษัทต่างๆ จำเป็นต้องดำเนินการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ ซึ่งอาจจะรวมถึงการปฎิวัติระบบพลังงานและการขนส่ง

ผู้ประกอบการด้านการขนส่งและการบิน รวมถึงบรรดาอุตสาหกรรมหนัก อาทิ เคมีภัณฑ์ เหล็ก และซีเมนต์ต้องเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อลดการปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศ หรือแม้แต่ภาคครัวเรือนอาจจำต้องหาแนวทางในการเปลี่ยนแปลงเพื่อก้าวสู่การใช้พลังงานสะอาดในชีวิตประจำวันเช่นกัน

ทั้งนี้ พลังงานสะอาดอย่างพลังงานไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องยังคงมีข้อจำกัดในแง่ของค่าใช้จ่ายและประสิทธิภาพ ทำให้เรายังไม่เห็นความคืบหน้ามากนัก โดยกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวถือว่าเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยกำหนดพลวัตด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อให้โลกของเราเดินทางไปสู่เส้นทางสีเขียวอย่างแท้จริง

  นอกจากนี้ เรายังต้องเร่งพัฒนาและใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจ เนื่องจากการใช้เทคโนโลยีเพื่อการลดคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในปัจจุบันยังคงจำกัดอยู่ในองค์กรเฉพาะกลุ่ม อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพต่ำและต้นทุนสูง ทำให้ไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ และการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ต้องอาศัยเงินลงทุนจำนวนมาก

โดยคาดว่าค่าใช้จ่ายในการกำจัดคาร์บอนจะคิดเป็นกว่าร้อยละ 0.5 ของ GDP ทั่วโลก รวมถึงข้อจำกัดด้านกฎระเบียบซึ่งการวิจัยและพัฒนาของทั้งภาครัฐและเอกชนยังขาดการเชื่อมโยงและสอดประสานกัน และอีกหนึ่งประเด็นที่มองข้ามไปไม่ได้ นั่นคือนักลงทุนบางกลุ่มยังมีข้อกังขาว่าความพยายามที่จะเปลี่ยนผ่านไปยังการลงทุนสีเขียวจะมีจุดประสงค์แฝงเพื่อการฟอกเขียว (Greenwashing)

หรือการชวนเชื่อเพื่อให้ลูกค้าเข้าใจผิดว่าบริษัทมีภาพลักษณ์ในการรักษาสิ่งแวดล้อมโดยที่ไม่ได้ดำเนินการอย่างแท้จริงหรือไม่ จึงจำเป็นต้องกำหนดบรรทัดฐานและนิยาม (Taxonomy) ที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา และเป็นที่ยอมรับร่วมกันต่อไป

แต่ข่าวดีก็คือ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาการนำหลักการดังที่กล่าวมาข้างต้นมาปรับใช้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในประเทศไทย เห็นได้จากอัตราการเติบโตของเครื่องมือทางการเงินที่เกี่ยวข้อง โดยนอกจากหลักการการเงินสีเขียว (Green Finance) แล้ว ยังได้นำหลักการหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินตามแนวคิด

Transition Finance มาใช้ในบริบทภาคธุรกิจ จะกลายเป็นหนึ่งกลไกสำคัญสำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว อาทิ  การออกตราสารหนี้ส่งเสริมความยั่งยืนหรือ Sustainability-Linked Bond (SLB) และการให้สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนหรือ Sustainability-Linked Loan (SLL) ซึ่งเป็นการสนับสนุนทางการเงินสำหรับการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ซึ่งภาคธุรกิจสามารถนำเงินให้สินเชื่อที่ได้ไปใช้ในการหมุนเวียนในธุรกิจด้านอื่นๆ ได้ โดยไม่จำกัดว่าต้องนำสินเชื่อไปใช้ลงทุนแนวยั่งยืนเท่านั้น

ท้ายที่สุด ผมเชื่อว่าประเทศของเรามีความโดดเด่นด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อสังคมและความยั่งยืน หรือ Social & Sustainable Financing Facility (SSF) สะท้อนจากการที่ธนาคารพาณิชย์ได้ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการลงทุนสีเขียวอย่างจริงจัง อีกทั้งยังได้ประกาศเจตนารมณ์สู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน

ในอนาคตอันใกล้เราอาจจะได้เห็นการให้สนับสนุนการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนแก่ภาคธุรกิจมากขึ้น นอกเหนือไปจากให้สินเชื่อสีเขียว (Green Loan) หรือการออกตราสารหนี้เพื่อสิ่งแวดล้อมและตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) ทั้งหมดที่กล่าวมาจะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนเพื่ออนาคตของทุกคนครับ