วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เลือกสินทรัพย์ รับมือปัจจัยกดดันตลาด

เดือนก.พ.นี้ มีเทศกาลแห่งสีแดง ทั้งตรุษจีนและวาเลนไทน์ ให้ได้เฉลิมฉลองกัน แต่ใดด้านเศรษฐกิจและการลงทุนไม่แน่ใจว่าจะแดงเช่นเดียวกันหรือไม่ เมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่างๆที่กำลังกดดันในเวลานี้ ก็น่าวิตกต่อการพอร์ตการลงทุนไม่น้อย

โดยเวลานี้มีปัจจัยกดดันตลาดที่เกิดขึ้นแน่นอนแน่ชัดแล้ว คือ เรื่องเงินเฟ้อ ที่ปรับเพิ่มขึ้นสูงในสหรัฐฯและหลายประเทศในยุโรป ผลจากราคาสินค้าต่างๆที่ปรับตัวขึ้นอย่างสูงต่อเนื่อง เหตุจากภาวะการขาดแคลนแรงงานและปัจจัยการผลิต ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤติโควิดที่กินเวลาลากยาวในช่วงก่อนหน้านี้

ปัจจัยต่อมาคือ ราคาน้ำมัน ที่เพิ่มขึ้นมายืนเหนือระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามใกล้ชิดว่าจะขยับขึ้นไปต่อแค่ไหน ถือเป็น 2 เรื่องหลักที่กำลังกดดันเศรษฐกิจและตลาดทุนเวลานี้เรื่อยๆ

 

ส่วนปัจจัยที่คาดว่ากำลังจะเกิดขึ้นแน่นอน นั่นคือ การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลาสหรัฐฯ ในช่วงเดือน มี.ค.นี้เป็นการขึ้นครั้งแรกของปีนี้ ซึ่งก็เป็นผลเกี่ยวเนื่องมากจากเงินเฟ้อและราคาน้ำมันเช่นเดียวกัน โดยที่ Fed ต้องการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดเงินเฟ้อที่ขึ้นสูงแตะระดับ 7.5% สูงสุดในรอบ 40 ปี

อีกทั้งเตรียมเริ่มใช้มาตรการ “ดูดสภาพคล่องทางการเงินในระบบกลับ หรือ Quantitative Tightening (QT)" ด้วยหลังปรับดอกเบี้ย ที่จะมีผลโดยตรงต่อเม็ดเงินในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงอย่างแน่นอนโดยเฉพาะตลาดหุ้นเอเชียและตลาดเกิดใหม่

นอกจากนี้ยังมีประเด็น ที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่และจะรุนแรงขนาดไหน นั่นคือ การใช้กำลังทางทหารของ รัสเซียกับยูเครน และนาโต้ ที่จะส่งต่อบรรยากาศเศรษฐกิจและความมั่นคงในภูมิภาคยุโรปและที่แน่ๆ คือกระทบผลต่อราคาน้ำมันและพลังงานโดยตรง

 ด้วยปัจจัยลบทั้งหลาย เราควรเลือกและวางแผนลงทุนอย่างไรดี..? KTBST SEC มองประเมินภาพช่วงครึ่งปีแรก กับครึ่งปีหลังเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนไว้ดังนี้ ครึ่งปีแรกจะเป็นช่วงที่ธนาคารกลางหสรัฐฯ จะเริ่มขึ้นดำเนินการปรับดอกเบี้ยและทำ QT ชัดเจนว่าจะมีผลกระทบหุ้น "กลุ่ม Growth Stock" 

โดยเฉพาะคนที่ลงทุนในกองทุนหุ้นกลุ่มนี้ เช่น หุ้นเทคโนโลยีฯลฯ แนะนำว่าถ้าเป็นนักลงทุนระยะยาวสามารถถือต่อไปได้แต่ “ไม่แนะนำให้ซื้อเพิ่ม” ส่วนนักลงทุนที่เป็นสไตล์ลงทุนระยะสั้น แนะนำให้ย้ายเข้าไปลงทุนในกองทุนหุ้นกลุ่มที่มีระดับราคาไม่แพง มีพื้นฐานแข็งแร่ง หรือ “หุ้นกลุ่ม Value Stock"  ที่คาดว่าจะมีความน่าสนใจหลังการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งแรกในช่วงเดือนมีนาคมนี้

ขณะเดียวกันให้จับตาดูว่าหลังสหรัฐฯขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก ตลาดจะเป็นอย่างไร หากตลาดยังมีความกังวลหรือมีปัจจัยอื่นเข้ามากดดัน คงต้องเน้นหุ้นกลุ่มดังกล่าวที่แนะนำไปจนกว่าตลาดจะเริ่มลดความกังวลลง และเห็นสัญญาณหุ้นกลุ่มGrowth Stock เริ่มกลับน่าสนใจลงทุนอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าอาจจะเป็นช่วงครึ่งปีหลัง รวมถึงหุ้นในตลาดเกิดใหม่ด้วยเช่นกัน

ส่วนตลาดหุ้นไทยระดับดัชนีที่ไม่ได้ปรับตัวลงมากเช่นตลาดหลังการรายงานงบการเงินไตรมาส 4 ที่ผ่านมากลุ่มหุ้นที่ KTBST SEC มองว่าน่าสนใจในระยะนี้ คือกลุ่มธนาคาร , พลังงาน , ปิโตรเคมี รวมถึงกลุ่มหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันดี ( KKP , PTT , TISCO ) ยังพิจารณาเลือกลงทุนได้

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมปีนี้ยังเติบโตได้ การระบาดของโควิด-19 ที่คลี่คลายมากขึ้น และเริ่มมองกันว่ากำลังเข้าสู่จุดจบจนกลายเป็นโรคประจำถิ่น ขณะที่เศรษฐกิจปีนี้คาดว่าจะเติบโตได้ต่อเนื่องแม้ว่าจะไม่มากเท่าปีที่ผ่านมา แต่ปัจจัยข้างต้นคงทำให้ตลาดมีความผันผวนสูงพอสควร นักลงทุนต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและระมัดระวังการเลือกสินทรัพย์ลงทุนให้ดีนะครับ