สวัสดีปีใหม่ ผู้อ่านทุกท่านครับ ก็ขอให้ผู้อ่านทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บ และมีทรัพย์ไม่ขาดมือ ครับ เริ่มปี ขาล ฟังดูก็น่ากลัวนะครับแต่อย่าไปกลัวครับ จะปีไหนๆ เราก็ผ่านกันมาแล้วทั้งนั้นละครับ
ผมจะเริ่มต้นปีกันด้วยภาพใหญ่ของทั้งปี มาพิจารณากันดูซิว่าปัจจัยอะไรจะมีผลต่อภาวะการลงทุน รวมไปถึงการจัดพอร์ตเพื่อรับมือกับปี เสือ ซึ่งก็คาดหวังว่าจะไม่ดุนักนะครับ
สำหรับภาพหลักๆ ผมก็ต้องตอบตามสูตรว่ายังผันผวนอยู่แต่ก็คาดหวังลึกๆ ว่า ปัจจัยบวกในช่วงต้นปีจะช่วยส่งบรรยากาศการลงทุนให้ติดลมบนสูงๆ หน่อย เวลาเจอหลุมอากาศจะได้ยังคงรักษาระดับเพดานบิน ไปได้ นานๆ ที่เกริ่นมาแบบนี้ก็เพราะว่า ปัจจัยเชิงบวกทั้งหลายจะกระจุกรวมกันส่วนใหญ่อยู่ในช่วงแรกของปีทั้งสิ้น
ปัจจัยแรก นำโดยสภาพคล่องในระบบการเงินโลกที่ยังคงอยู่ในระดับสูง หลังธนาคารกลางขนาดใหญ่เช่น Fed ยังคงมีการอัดฉีดสภาพคล่องแม้จะเป็นจำนวนที่ลดลงจากเดิมก็ตาม โดยคาดว่าโครงการ QE จะสิ้นสุดลงในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี ส่วนประเด็นการขึ้นดอกเบี้ย Fed Funds นั้น หากเกิดขึ้นในปี 2565 จริง ก็มองว่าจะไปเกิดขึ้นในช่วงกลางปีเป็นต้นไปมากกว่า ซึ่งอาจทำให้ตลาดหุ้นทำจุดสูงสุดไปก่อนราว 3-6 เดือน และระดับราคาน้ำมัน ซึ่งมีอิทธิพลต่อ กลุ่มพลังงานของบ้านเรา และมีผลต่อภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นสูง เนื่องจากกลุ่มพลังงานมีมูลค่าตลาดที่สูงและมีนัยสำคัญต่อตลาดหุ้น
โดยในช่วงต้นปี ระดับราคาน้ำมันอาจจะยังทรงตัวในระดับสูงอยู่ก่อนที่จะค่อยๆ ปรับตัวลงในช่วงปลายไตรมาสแรก และต่อเนื่องไปถึงครึ่งปีหลัง สาเหตุที่ราคาน้ำมันปรับตัวลงมาจากการเพิ่มกำลังการผลิตของทั้งกลุ่ม OPEC และ Non-OPEC ซึ่งสวนทางกับ อุปสงค์ทั่วโลกที่ชะลอตัวลง หลังผ่านพ้นช่วงเปิดประเทศ และฤดูหนาว จากการที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัว ส่งผลให้กลุ่มพลังงานที่เคยเป็นตัวประคับประคองดัชนีในปี 2564 อาจกลับกลายมาเป็นกลุ่มที่กดดันการลงทุนในตลาดหุ้นบ้านเรามากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2565
ปัจจัยถัดมา ได้แก่ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกคาดว่าจะยังมีแนวโน้มที่ดีอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มที่อิงกับภาคการบริโภคและการท่องเที่ยว หลังจากเพิ่งเริ่มฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2564 ที่มีการ ล็อคดาวน์ อย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนั้น กลุ่มเหล่านี้ยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากภาครัฐที่ยังคงเดินหน้าออกมาตรการกระตุ้นการบริโภค และการท่องเที่ยว
ปัจจัยสำคัญ ซึ่งต้องพูดถึงคือ การแพร่กระจายของ COVID-19 สายพันธ์ Omicron ซึ่งสามารรถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วแต่ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาพอมีข้อมูลด้านความรุนแรงที่น้อยกว่ายพันธ์ Delta ทำให้นักลงทุนเริ่มคลายกังวล แต่ก็ยังต้องระมัดระวัง เนื่องจากยังมีความกังวลต่อระบบสาธารณสุข ว่าจะสามารถรับมือได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อการแพร่เชื้อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ผมคาดหวังว่า Omicron จะไม่รุนแรง และอาจจะมีการค้นพบวิธีรักษา หรือยารักษา ซึ่งก็มีข่าวออกมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ปัจจัย เรื่อง COVID-19 จึงมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นทั้ง บวกและลบ
สำหรับ ตลาดหุ้นไทย ผมคาดว่า ช่วงครึ่งปีแรก น่าจะเป็นช่วงที่ดีที่สุดของปี เนื่องจากสภาพคล่องทั่วโลกที่ยังคงมีอยู่เป็นจำนวนมาก และ ข้อมูลเชิงสถิติจะพบว่า ตลาดหุ้นมักจะดีในช่วง 3-4 เดือนแรก ของทุกปี และประเทศไทยก็ยังมีปัจจัยบวกที่เป็นของตัวเองคือการฟื้นตัว จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว รวมไปถึง การบริโภคภายในประเทศ ที่เป็นอย่างนั้นได้ก็เพราะพัฒนาการของ COVID-19 ที่อาจจะเริ่มลดความรุนแรงลง และพัฒนาการใหม่ในแง่ของ วัคซีน และยารักษา
ทั้งนี้ ผมมองว่า การใช้มาตรการล็อกดาวน์แบบเต็มที่ดูเป็นไปได้ยากที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย รวมทั้งประเทศไทยมีความพร้อมในด้านการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม และระบบโลจิสติกส์ที่เอื้ออำนวยต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ดังนั้น หากสถานการณ์ COVID-19 ดีขึ้นภาพรวมเศรษฐกิจไทยย่อมดีขึ้น การชะลอ QE ของ FED น่าจะทำให้มีการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นถึงจะเป็นไปแบบช้าๆ แต่กลุ่มที่ได้ประโยชน์คือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ และการเงิน ซึ่งมีมูลค่าตลาดที่ใหญ่ และน่าจะเป็นกลุ่มหลักที่จะประคองตลาดหุ้นไปได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2565
ดังนั้นในแง่การจัดพอร์ตในรอบนี้จะเน้นในโทน Moderate Aggressive คือ ให้ถือครองหุ้นได้สูงถึง 70% ในไตรมาสแรก โดยเป็นหุ้นไทย ประมาณ 20% ที่เหลือเป็น อเมริกา ยุโรป ญี่ปุน อย่างละเท่าๆ กัน แต่ถ้าใครจะผสม พวก ธีม ฟันด์ เช่น Metaverse Technology Gaming หรือ E-commerce ก็ได้ แต่ก็อย่าให้เกิน 15% นะครับ ลงใน REIT ทอง และน้ำมันประมาณ 10% ส่วนที่เหลือลงในตราสารหนี้ระยะสั้น
แต่ถ้าหากท่านเป็นนักลงทุนที่ไม่ชอบแนวบุกและไม่อยากปรับพอร์ตบ่อยนัก รวมทั้งอยากอยู่ในโหมดที่ปลอดภัยหน่อย สัดส่วนในหุ้น ก็จะปรับลงมาอยู่ที่ 55% ส่วนที่ลดลงไป 15% ให้ไปเพิ่มในส่วนของตราสารหนี้ระยะสั้น ครับ






