10 ธีมที่กระทบการลงทุนในปี 2022 - ตอนที่ 1

10 ธีมที่กระทบการลงทุนในปี 2022 - ตอนที่ 1

นักลงทุนทั้งในตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศน่าจะยังคงต้องฝ่าฝันกันต่อไป หลังจากในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นปรับตัวลดลงแรงในช่วงท้ายสัปดาห์ จากความกังวลเกี่ยวกับ “โอไมครอน” (Omicron) โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 

ซึ่งเพิ่งถูกค้นพบและได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งยังคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าสายพันธุ์ใหม่ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกกันว่า “น่ากลังวล” (Variant of Concern) และระบาดรวดเร็วกว่าทุกสายพันธุ์ที่ผ่านมานี้ จะระบาดรุนแรงแค่ไหนและจะส่งกระทบกับเศรษฐกิจและตลาดการเงินมากหรือน้อยเท่าใด อย่างไรก็ตาม เราจะพักเรื่องนี้ไว้ก่อน และวันนี้เราลองมาดูภาพรวม หรือ ธีมสำคัญๆ ที่จะมีส่วนต่อตลาดการเงินและการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ สำหรับปี 2022 กันครับ ....

ธีมแรก เศรษฐกิจเติบโตแต่ช้าลง

แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2022 น่าจะยังคงขยายตัวได้ดี แต่ในอัตราการขยายตัวที่ช้าลงเมื่อเทียบกับปี 2021 ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกผ่านพ้นช่วงฟื้นตัวและเข้าสู่ช่วงของการขยายตัว หลังจากตัวเลข GDP ของเศรษฐกิจโลกผ่านพ้นระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาด แม้จะยังมีอีกหลายประเทศที่ยังคงไม่สามารถฟื้นตัวผ่านพ้นไปได้ แต่ในภาพรวมก็ถือว่าเศรษฐกิจโลกนั้นปรับตัวกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดได้ดีในระดับหนึ่งอย่างน้อยก็ดีกว่าที่เคยคาดการณ์กันไว้ในช่วงก่อนหน้า

แต่เรื่องของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างกลุ่มประเทศที่จัดการกับปัญหาการแพร่ระบาดได้ดีกับกลุ่มประเทศที่ยังคงมีปัญหาส่งผลให้การฟื้นตัวล่าช้า รวมถึงอุตสาหกรรมที่เป็นผู้ชนะกับผู้แพ้ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะมีส่วนอย่างมากต่อการกำหนดกลยุทธ์การลงทุนในปี 2022 นอกจากนี้ความแตกต่างระหว่างนโยบายการคลังและนโยบายการเงินที่มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด จะเป็นตัวกำหนดทิศทางสำคัญของการลงทุนในประเทศนั้นๆ

ปัจจัยสำคัญที่จะมีส่วนสำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง คือ เรื่องของการคาดการณ์ของนักลงทุน เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีไม่จำเป็นจะต้องส่งผลในเชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงหรือหุ้นโดยเสมอไป หากเศรษฐกิจที่เติบโตได้ดี แต่น้อยกว่าที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้และสะท้อนอยู่ในราคาแล้ว ย่อมต้องทำให้ตลาดเกิดการปรับตัวลดลง โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับการตอบรับอย่างดีในช่วงที่เศรษฐกิจเร่งในอัตราที่รวดเร็ว ซึ่งไม่น่าจะรักษาระดับดังกล่าวไว้ได้ในปีหน้า ทำให้ภาพรวมของการลงทุนน่าจะต้องระมัดระวังมากขึ้น เลือกให้มากขึ้น และอาจจะทยอยลดความเสี่ยงลงบ้างเมื่อเทียบกับปีนี้ แต่ในภาพใหญ่สินทรัพย์เสี่ยงก็ยังน่าจะทำได้ดีต่อเนื่อง แต่ผลตอบแทนอาจจะต่ำกว่าในช่วงปี 2021

ธีมสอง ความไม่แน่นอนของเงินเฟ้อ

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงของอัตราดอกเบี้ยขาลงและเงินเฟ้อต่ำ แม้อาจจะมีบางช่วงเวลาที่เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นผลมาจากเรื่องของราคาพลังงานเป็นหลัก แต่เงินเฟ้อในวัฏจักรปัจจุบันมีความแตกต่างในหลายประเด็น และดูท่าทางจะยืดเยื้อกว่าที่คาดกันไว้ในช่วงก่อนหน้า ปัญหาเรื่องของความต้องการที่ค้างอยู่ (Pent-up Demand) และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อาจจะต้องอาศัยระยะเวลาอีกซักพักใหญ่ๆ ก่อนที่จะลดแรงกดดันลง ซึ่งนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดความไม่แน่นอนในตลาดการเงิน รวมถึงการที่ดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบเป็นระยะเวลานาน ย่อมส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจในหลากหลายช่องทาง แรงกดดันเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นเป็นความท้าทายอันใหญ่หลวงของธนาคารกลางต่อๆ ที่ไม่เพียงแต่จะต้องตัดสินใจในเรื่องของนโยบายการเงินให้ถูก แต่จำเป็นจะต้องเหมาะสมกับจังหวะเวลาด้วย ไม่เช่นนั้นย่อมส่งผลเสียอย่างมากต่อทั้งเศรษฐกิจและตลาดการเงิน

ธีมสาม ความสัมพันธ์ของการเมืองกับเศรษฐกิจ (Politized Economies)

หลังจากประเด็นเรื่องของสงครามการค้า (Trader War) ในยุคสมัยของของประธานาธิบดีคนก่อนของสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ภายใต้สโลแกน “American First” เริ่มบรรเทาแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกลงในปี 2021 นักลงทุนกลับต้องมาเผชิญกับความพยายามของรัฐบาลจีนในการจัดระเบียบอุตสาหกรรมต่างๆ ผ่านนโยบายภาพรวมที่เรียกว่านโยบาย “ความมั่งคั่งร่วมกัน” (Common Prosperity) และความพยายามในการลดการพึ่งพาภายนอกโดยเฉพาะสหรัฐฯ ในปี 2022 โดยเราก็อาจจะยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนที่มาจากภาครัฐฯ กันต่อไป นอกเหนือไปจากทั้งสองประเด็นที่ยังไม่จบสิ้น ปัญหาอื่นๆ อีกมากมายที่ยังไม่ได้ถูกจัดการอย่างจริงจัง เช่น ความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ ข้อขัดแย้งทางการเมือง ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมและรายได้ที่ไม่เพียงแต่จะไม่ลดลง กลับทวีความรุนแรงมากขึ้นภายหลังการแพร่ระบาด ปัญหาโลกร้อนและมลภาวะต่างๆ เป็นต้น โดยประเด็นต่างๆ เหล่านี้อาจนำมาซึ่งนโยบายที่ไม่คาดคิดและเพิ่มความผันผวนในตลาดการเงินได้ เช่น นโยบายควบคุมต่างๆ การเพิ่มข้อจำกัดบางอย่างในการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน รวมถึงการใช้นโยบายภาษีเพื่อลดผลกระทบด้านลบในมุมต่างๆ เป็นต้น ซึ่งนโยบายต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมาน่าจะเป็นการแสดงจุดยืนของรัฐบาลในหลายๆ ประเทศว่าพร้อมและเต็มใจในการงัดนโยบายต่างๆ ออกมาใช้อย่างเต็มที่ในการกำกับดูแลภาพรวมของเศรษฐกิจในระยะยาว แม้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น ดังนั้นปัจจัยเรื่องของนโยบายการเมืองยังคงเป็นสิ่งที่พร้อมจะทำให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินและเราไม่สามารถมองข้ามไปได้อย่างสิ้นเชิง ...

ในส่วนของธีมที่เหลือเราจะมาพูดคุยกันต่อในสัปดาห์หน้าครับ ....