นับตั้งแต่เศรษฐกิจทั่วโลกเกิดภาวะซบเซาอย่างหนัก จากการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้ปรับลดลงอย่างมาก โดยราคาน้ำมันดิบ Brent เมื่อเดือนเม.ย. ปีที่แล้วลดลงต่ำสุดเหลือเพียง 9.12 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ในขณะที่น้ำมันดิบ WTI นั้นถึงกับราคาติดลบเลยทีเดียว
แต่หลังจากนั้น แม้ว่าโลกเรายังคงต่อสู้กับการแพร่ระบาดของ Covid-19 แต่เศรษฐกิจของหลายประเทศ ก็เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจากจุดต่ำสุดในปี 2563 โดยการฟื้นตัวนี้ก็ได้สะท้อนให้เห็นในราคาพลังงานด้วยเช่นเดียวกัน
สำหรับพวกเราคนไทย แม้ว่าราคาพลังงานของไทยจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 หรือน้ำมันดีเซล แต่หากเทียบกับการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานในระดับโลกแล้ว เรียกได้ว่าเทียบกันไม่ติด
หลายประเทศทั่วโลกในขณะนี้ สถานการณ์ด้านพลังงานเรียกได้ว่าเข้าขั้นวิกฤติ ส่วนหนึ่งเนื่องจากฤดูหนาวในยุโรปที่คาดว่าจะยาวนานกว่าปกติ กระแสลมที่นำมาผลิตพลังงานสะอาดในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาลดน้อยลง และระดับความพร้อมของพลังงานจากถ่านหินอยู่ในระดับต่ำ อันเนื่องมาจากนโยบายลดแรงจูงใจในการใช้พลังงานดั้งเดิมที่เข้มข้นอย่างมากในยุโรป ทั้งนี้ ราคาพลังงานในยุโรปนั้นแพงจนมาถึงค่าไฟฟ้าตามบ้านเลยทีเดียว โดยเพดานราคาไฟฟ้าในอังกฤษ (ที่มีการควบคุมราคาในระดับหนึ่งแล้ว) เพิ่มขึ้นถึง 22.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลในยุโรปต่างออกมาให้คำมั่นกับประชาชนว่าจะมีปริมาณแก๊สและไฟฟ้าเพียงพอให้ประชาชนใช้แน่นอน แต่ก็สร้างความอกสั่นขวัญผวาให้กับภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก เนื่องจากหากปริมาณแก๊สมีไม่เพียงพอ ก็จะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตต่างๆเป็นลูกโซ่ เช่น ไม่มีน้ำแข็งแห้งรักษาความเย็นในการขนส่งของสด ไปจนถึงอาจไม่มีเนื้อหมูเนื้อไก่ในซุปเปอร์มาร์เก็ต เนื่องจากไม่มีแก๊สสำหรับใช้รมปศุสัตว์และสัตว์ปีกก่อนเข้าโรงฆ่า เป็นต้น
ส่วนในจีนนั้น แม้ว่าราคาไฟฟ้าจะอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เนื่องจากราคาไฟฟ้ากว่า 70% ของประเทศยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมราคาของรัฐ (ราคาไฟฟ้าจีนในปีนี้ถูกกว่าไทยประมาณ 24% โดยเฉลี่ย) แต่การควบคุมราคาก็ก่อให้เกิดปัญหาอีกแบบ ที่อาจรุนแรงยิ่งไปกว่า นั่นคือ ไม่มีปริมาณไฟฟ้าเพียงพอให้ใช้นั่นเอง โดยก่อนหน้านี้มณฑลกวางตุ้ง กวางสี และยูนนาน ได้กำหนดให้มีการปันส่วนการใช้ไฟอยู่แล้ว ในขณะที่ช่วงปลายเดือนที่ผ่านมามณฑลเจียงซู และเจ้อเจียง ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกของจีน ขาดแคลนไฟฟ้าถึงขนาดรัฐบาลต้องสั่งให้โรงงานถลุงเหล็ก และโรงงานสิ่งทอ หยุดการผลิตทันทีเป็นเวลาถึง 1 สัปดาห์
การปันส่วนไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมนั้น ถือว่าไม่ใช่เรื่องผิดปกติของจีนซึ่งอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานดั้งเดิม และให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด เพื่อลดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามความตกลงปารีส (Paris Agreement) แต่ปัญหาที่หมักหมกทั้งในแง่โครงสร้างราคา (ต้นทุนถ่านหิน สูงกว่าราคาค่าไฟซึ่งเป็นผลผลิตขั้นสุดท้าย) ส่งผลให้โรงไฟฟ้าถ่านหินขาดแรงจูงใจที่จะบำรุงรักษาเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพในการผลิต ปัญหาทางการทูตกับออสเตรเลียซึ่งเป็นแหล่งถ่านหินหลัก ประกอบกับการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของภาคส่งออกของจีน ยิ่งทำให้วิกฤติเหมือนฝีแตก ที่ลามมาถึงขั้นต้องปันส่วนไฟฟ้าในภาคครัวเรือนในบางพื้นที่ด้วย ซึ่งถือว่าแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อย่างน้อยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
และล่าสุดอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีปริมาณถ่านหินสำรองสูงเป็นอันดับ 5 ของโลก (รองจากจีน) ก็กำลังเผชิญกับวิกฤติพลังงานที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 5 ปี ปัญหาในอินเดียนั้นเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการมีฐานการผลิตจากศูนย์กลาง ความต้องการพลังงานที่กลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ชะลอหรือหยุดการผลิตไปในช่วงการระบาดของ Covid-19 ยังไม่สามารถกลับมาเดินเครื่องการผลิตได้ทัน ส่วนพลังงานสะอาดนั้นก็มีกำลังการผลิตที่ยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำมาก
หันกลับมามองประเทศไทย แม้ว่าเราเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานส่วนหนึ่งจากต่างประเทศ แต่ไทยก็ยังมีความมั่นคง และมีเสถียรภาพทางพลังงานในระดับที่ประชาชนไม่เคยรู้สึกถึงความเดือดร้อนขั้นรุนแรง นอกจากระดับราคาที่เพิ่มสูงขึ้นบ้างตามสภาวะในตลาดโลกเท่านั้น ซึ่งถือได้ว่านี่เป็นคุณูปการที่สำคัญของผู้บริหารนโยบายพลังงานของประเทศตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันนั่นเอง






