“ จับไต๋อเมริกา ตามลงทุนคุ้มค่าในห้าอย่าง”

“ จับไต๋อเมริกา ตามลงทุนคุ้มค่าในห้าอย่าง”

วันพฤหัสที่ 7 ต.ค. 2564 วุฒิสภาสหรัฐฯยอมประนีประนอม ผ่านกฎหมายเพิ่มเพดานกู้ยืมหนี้ของรัฐบาลอีก 480,000 ล้านดอลลาร์จากเดิมซึ่งตั้งไว้ที่ 28.4 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้มีเวลาหายใจได้อีก จนถึงการพิจารณาครั้งต่อไปในวันที่ 3 ธ.ค.ที่จะมาถึง

การเงินและงบประมาณแห่งชาติ ปัจจุบันได้กลายเป็นความตึงเครียดอันดับหนึ่ง ทั้งทำเนียบขาวและรัฐสภาฯถือว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นเร่งด่วนที่สุด แซงหน้าสถานการณ์โควิดไปแล้ว

ทำไมเรื่องนี้จึงเป็นเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด คำตอบคือหากควบคุมการเงินของอเมริกาไม่ได้ ผลกระทบทั่วโลกจะถึงขั้นระบบการเงินล้มอย่างเฉียบพลัน เนื่องจากภาระหนี้ของอเมริกามีมาก ค่าใช้จ่ายสูง เงินคงคลังลดน้อยลง หากรัฐสภาฯไม่อนุญาตให้เพิ่มปริมาณการกู้ได้อีก กระทรวงการคลังจะไม่สามารถชำระหนี้ และรัฐบาลจะไม่มีเงินบริหาร ส่งผลให้ส่วนราชการต่างๆเริ่มปิดทำการลง

แล้วทำไมความมั่นคงของระบบการเงินในอเมริกาจึงเกี่ยวข้องกับทั้งโลก คำตอบคือเริ่มตั้งแต่ปีค.ศ.1944 เมื่อมีท่าทีว่าสงครามโลกครั้งที่สองกำลังสิ้นสุด ผู้แทนกว่า 700 คน จาก 44 ประเทศ มาประชุมร่วมกันที่โรงแรม Mount Washington เมือง Bretton Woods, New Hampshire เพื่อหาวิธีจัดระบบการเงิน ฟื้นฟูเศรษฐกิจโลก สหรัฐฯในฐานะเป็นผู้นำทางการทหาร และมีความบอบช้ำน้อยที่สุด แถมยังมีทองคำสะสมไว้มากที่สุด จึงได้รับสิทธิพิเศษจากนานาชาติ ให้เงินอเมริกันดอลล่าร์เป็นเงินสกุลตราหลัก และมีการก่อตั้ง World Bank และ IMF สมาชิกขององค์กรเหล่านี้ บ้างตกลงด้วยความเต็มใจ บ้างจำยอมเพราะไม่มีทางเลือกอื่น ให้อเมริกาเป็นเสมือนผู้จัดการใหญ่ ชี้นำนโยบายและตั้งกฎเกณฑ์สำคัญต่างๆ จึงทำให้อิทธิพลของเงินสกุลอเมริกันดอลล่าร์ครอบคลุมไปทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

สถานการณ์ที่ผ่านไปอย่างหวุดหวิดสัปดาห์นี้ เป็นเพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซื้อเวลา แต่ความเสี่ยงที่จะมาถึงเดือนธันวาคมนี้ ขึ้นอยู่กับการหาทางออกร่วมมือกันระหว่างสองพรรคการเมืองใหญ่ น่าเป็นห่วงครับ เพราะความขัดแย้งในอเมริกายุคนี้รุนแรงขึ้นทุกวัน และอาจกลายเป็นความแตกร้าวที่ยากจะประสาน

หากรัฐสภาสหรัฐตกลงกันไม่ได้ และไม่เพิ่มเพดานการกู้ยืมเงิน เจ้าหนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศก็จะไม่ได้รับเงินตามที่ตกลงไว้ เครดิตของสหรัฐจะตก หมายถึงอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น หนี้ที่ชำระไม่ได้อยู่แล้ว ก็จะยิ่งหนักเข้าไปอีก

ปัจจุบันมีรัฐบาลอเมริกันเป็นหนี้ 28.8 ล้านล้านดอลลาร์ (เจ้าหนี้ต่างประเทศ 7.62 ล้านล้านดอลลาร์) เฉลี่ยต่อประชากรหนึ่งคน 86,688ดอลลาร์  เงินที่จะมาชำระหนี้ก็มาจากภาษี ปัจจุบันเก็บภาษีได้ปีละ 3.87 ล้านล้านดอลลาร์  หรือภาษีต่อประชากร 11,638 ดอลลาร์  https://www.usdebtclock.org/# ฉะนั้นโอกาสที่จะจ่ายหนี้ครบถ้วน ตามตัวเลขปัจจุบันเป็นไปไม่ได้ จึงจะต้องมีอะไรในอเมริกาที่ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างมาก มิฉะนั้นอเมริกาจะล้ม และกลายเป็นไวรัสที่จะทำลายเศรษฐกิจทั่วโลก

อะไรคือทางออกของอเมริกา

วิธีแบบสุกเอาเผากิน ขายผ้าเอาหน้ารอด คือการประกาศลดค่าเงินยูเอสดอลลาร์ วิธีนี้ทำให้หนี้ลดทันที ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วมูลค่าของอเมริกันดอลล่าร์ก็ลดลงทุกปีอยู่แล้ว ปีนี้รัฐบาลประเมินว่าดัชนีราคาสินค้า Consumer Price Index (CPI) เพิ่มขึ้นประมาณ 5.4% หมายถึงกำลังการซื้อของผู้บริโภคหดหายไป แต่ขณะนี้รัฐบาลไม่กล้าเสี่ยงใช้วิธีการลดค่าเงิน เพราะในประวัติตลอดมาไม่เคยใช้มาตรการนั้น ซึ่งถือว่าการปกป้องมูลค่าของเงินสกุลนี้ รักษาความเชื่อมั่นจากทั่วโลก อเมริกาจึงเลือกวิธีการเพิ่มปริมาณเงินในกระแส เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะช่วงโควิดที่ผ่านมา

ล่าสุดเมื่อมีปัญหาเรื่องเพดานการกู้ยืม ก็มีข่าวลืออีกครั้งว่า หากฉุกเฉินไม่มีทางออกจริงๆ กระทรวงการคลังสหรัฐฯจะพิมพ์เหรียญ 1ล้านล้านดอลลาร์ เก็บเข้าคลัง เป็นการปรับบัญชีใหม่ ใช่ครับ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อแต่จริง มีการเตรียมการณ์ไว้แล้วอย่างเป็นทางการ ต่อเนื่องมาจากสถานการณ์ฉุกเฉินเรื่องงบประมาณปีค.ศ. 2011 https://en.wikipedia.org/wiki/Trillion-dollar_coin

วิธีแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง ซึ่งสหรัฐอเมริกาทำได้ หากมีเงื่อนไขปัจจัยทุกอย่างเข้าที่ และมีความสามัคคีร่วมมือกัน วิธีนั้นก็คือการพัฒนาเร่งด่วนจริงจังเรื่องเทคโนโลยี

       ตัวเด่นของเทคโนโลยีสามอย่างในประวัติศาสตร์ ที่ทำให้อเมริกากลายเป็นประเทศผู้นำโลก ซึ่งเราทุกคนคงจำได้คือ โทรศัพท์ ไฟฟ้าและรถยนต์ 

แต่ปัจจุบันและอนาคตอันใกล้นี้ เทคโนโลยีห้าอย่างจะทำให้อเมริกาคงความเป็นผู้นำโลกต่อไป นั่นคือ

1.DNA sequencing

2.Robotics

3.Energy storage

4.Artificial intelligence

5.Blockchain technology

โอกาสที่อเมริกาจะทำเรื่องนี้ได้สำเร็จมีมาก GDP ปัจจุบันอยู่ที่ 22.9 ล้านล้านดอลลาร์  หากไม่มีการพัฒนาทางด้านนวัตกรรมห้าอย่างดังกล่าว เมื่อถึงปีค.ศ. 2035 จะขึ้นมาที่ 28 ล้านล้านดอลลาร์ แต่หากพัฒนาเทคโนโลยีทั้งห้าอย่างสำเร็จ จีดีพีจะเพิ่มขึ้นมาเป็น 40 ล้านล้านดอลลาร์

ส่วนที่เพิ่มมาอีก 12 ล้านล้านดอลลาร์  จากผลผลิตของสินค้าและบริการ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับเทคโนโลยีทั้งห้าประเภทข้างต้นนั้น ผมขอย้ำว่าคือเป้าหมายสำคัญที่เราต้องจับตามอง การวางแผนลงทุนควรจะให้ความสนใจเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ นี่คือทางออกที่ถูกต้องทางเดียวของอเมริกา จะสามารถรอดพ้นจากการเบี้ยวหนี้ เสียเครดิต เศรษฐกิจล้มทั่วโลก

จึงไม่แปลกใจใช่ไหมครับว่า ทำไมถึงมีการดำเนินนโยบายทั้งเปิดเผยและเชิงลับ ในการจำกัดบทบาทของคู่แข่งขันอย่างจีน เรื่องเทคโนโลยีสำคัญต่างๆ อย่างกรณีการทหารในบริเวณไต้หวันนั้น ก็คงไม่เพียงแค่เป็นความมั่นคงหรือการเมืองระหว่างประเทศ แต่เป็นการเล่นหมากรุกชั้นสูงในการแย่งชิงหรือปกป้องความมั่นคง เรื่อง supply chain ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับ semiconductor ต่างๆ

หลายประเทศยกเรื่องนี้มาวิจารณ์ และหาทางเลือกอื่น เทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาในปัจจุบันกำลังเร่งให้โอกาสนั้นมาถึง ความเป็นผู้นำผูกขาดของสหรัฐจึงอาจจะเป็นสิ่งชั่วคราว

แต่ผู้นำใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้อาจจะไม่ใช่ประเทศอื่น อาจจะเป็นผู้บริโภคยุคใหม่ ที่มีความเชี่ยวชาญการใช้เทคโนโลยี ซึ่งคนกลุ่มนี้กำลังหาทางปฏิรูปและปฏิวัติระบบปัจจุบันอยู่ ท่านผู้อ่านคงไม่แปลกใจใช่ไหมครับว่าทำไม crypto, defi, blockchain ทั้งหลาย จึงมีการยอมรับแพร่หลายอย่างรวดเร็ว

โลกเปลี่ยนไปแล้วครับ เราพร้อมหรือยัง