Beyond Banking เหตุใดธนาคารไทยต้องหันมาปรับตัว

ข่าวใหญ่ในวงการธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่พ้นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการดำเนินธุรกิจของธนาคารที่วางแผนเปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินธุรกิจ จากเดิมที่อยู่ในธุรกิจธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก
มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างบริษัทเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจทางการเงินและเทคโนโลยีอื่น ๆ ได้เพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) ที่มีบทบาทมากขึ้นต่อการดำเนินธุรกิจธนาคารพาณิชย์
อีกด้านหนึ่ง ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วขึ้น คือ แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่เปลี่ยนไป และส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจธนาคารพาณิชย์แบบเดิม (Traditional Banking) ที่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในหลายด้าน จนต้องมีการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตของประเทศไทยในอนาคต
ปัจจุบันผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและการบริการ ซึ่งล้วนแล้วส่งผลทำให้ธนาคารพาณิชย์ได้รับผลกระทบ ทั้งด้านผลประกอบการรวมของธนาคารพาณิชย์ไทยที่มีการปรับตัวลดลง อันเป็นผลมาจากรายได้ที่ลดลงและการตั้งสำรองที่เพิ่มมากขึ้น และแนวโน้มด้านคุณภาพสินเชื่อที่มีคุณภาพด้อยลง ส่งผลให้การฟื้นตัวของธุรกิจธนาคารพาณิชย์เป็นไปได้อย่างช้า ๆ
นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ มูลค่าธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทยที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์มีการปรับตัวลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเวลาในอดีต ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2564 พบว่าอัตราส่วน Price to Book Value (P/BV) หรือราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชีของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทยมีค่าเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักอยู่ที่ 0.62 ซึ่งแสดงถึงมุมมองของนักลงทุนที่คาดหวังถึงการเติบโตของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทยในระดับต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับ P/BV ของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในประเทศอื่น ๆ ในแถบเอเชีย จะพบว่าประเทศไทยมีอัตราส่วน P/BV ที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ เวียดนาม (1.92) มาเลเซีย (0.94) ฟิลิปปินส์ (1.88) และสิงคโปร์ (1.16) รวมไปถึงกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง เกาหลีใต้ (1.21) และ สหรัฐอเมริกา (1.29)
นอกจากนี้ การปรับตัวลงของมูลค่าธนาคารพาณิชย์ไทย ที่มีแนวโน้มสวนทางกับความสามารถในการทำกำไร แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลงต่อกลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทย โดยในช่วงเวลาเดียวกันที่รายได้ของธนาคารมีการปรับตัวลดลง ธนาคารพาณิชย์ไทยได้มีการปรับตัวในหลายด้าน ทั้งโครงสร้างการทำงาน การบริหารต้นทุน จนทำให้ภาพรวมอัตราส่วนกำไรสุทธิและส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ Return on Equity (ROE) ของธนาคารพาณิชย์ไทยอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศอื่น ๆ ที่มี P/BV สูงกว่าประเทศไทย
ดังนั้น การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มขอบเขตในการดำเนินงานด้านเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น และก้าวเข้าสู่ธุรกิจทางการเงินอื่น ๆ จึงเป็นแนวทางที่สามารถตอบโจทย์ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทยได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างชาติได้ จากรูปแบบธุรกิจใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ส่งผลให้นักลงทุนเปลี่ยนมุมมองต่อระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ถึงโอกาสและความเป็นไปได้ด้านการเติบโตในอนาคต โดยผลความเชื่อมั่นที่เพิ่มมากขึ้น แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผ่านดัชนีของกลุ่มธนาคารในตลาดหลักทรัพย์ (SETBANK) ที่มีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นกว่า 7% ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความเชื่อมั่นได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลทำให้อัตราส่วน P/BV ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเป็น 0.71 ด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ การปรับตัวเข้าสู่ธุรกิจทางการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank) เป็นการขยายขีดความสามารถเดิมที่เคยมีอยู่ให้กว้างขึ้น ไปยังอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี เนื่องจากในภาพรวม ต้องยอมรับว่าความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อของคนไทยผ่านระบบธนาคารยังทำได้น้อย และด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว มีแนวโน้มการฟื้นตัวอย่างช้า ๆ จึงทำให้ความต้องการสินเชื่อในช่วง 3-5 ปีข้างหน้านี้ น่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง จึงทำให้กลุ่มอุตสาหกรรม Non-Bank ที่ปัจจุบันมีมูลค่าสูงกว่าธนาคารพาณิชย์ จากอัตราส่วน P/BV อยู่ที่ 3.13 มีความสามารถในการทำกำไรที่สูงเมื่อเทียบกับธุรกิจธนาคารพาณิชย์ โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทใหญ่ในกลุ่มอุตสาหกรรม Non-Bank สามารถทำกำไรสุทธิเติบโตได้เฉลี่ย 17-28% ต่อปี ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงเมื่อเทียบกับธุรกิจธนาคารพาณิชย์
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงที่ตอบรับเทคโนโลยีทางการเงินแบบใหม่ หรือ การขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ธนาคารพาณิชย์ในฐานะที่มีบทบาทเป็นผู้ให้บริการทางการเงินหลักแบบเดิม (Traditional Banking) ควรปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจให้มีบทบาทต่อผู้ใช้บริการมากขึ้น จากเดิมที่ทำหน้าที่หลักเป็นผู้ให้สภาพคล่องแก่ภาคธุรกิจและประชาชนผ่านการให้กู้ยืมสินเชื่อ ควรเพิ่มบทบาทของธนาคารในด้านต่าง ๆ ให้มากขึ้น ทั้งการสนับสนุนดูแลชีวิตทางการเงิน (Financial Well-being) ของลูกค้าให้ดีขึ้น มีการใช้จ่ายที่เหมาะสม รวมไปถึงการกู้ยืมในสิ่งที่เป็นประโยชน์ (Responsible lending) ที่จะช่วยทำให้ลูกค้ารายย่อยได้ประโยชน์จากการใช้จ่ายของตนเองเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ยังสามารถยกระดับตนเอง ให้เป็นผู้ประสานงานระหว่างธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อเสริมสร้างซัพพลายเชนให้มีความแข็งแกร่งเพิ่มมากยิ่งขึ้น อันจะเป็นกำลังสำคัญที่สนับสนุนการฟื้นตัวของภาคธุรกิจ และทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต
ธนาคารพาณิชย์ไทยถือว่ามีศักยภาพสูงในการเติบโต ทั้งทางด้านธุรกิจใหม่ ๆ และด้านการให้บริการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ด้วยผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และสภาพเศรษฐกิจที่เป็นตัวเร่งสำคัญทำให้ธนาคารพาณิชย์ไทยต้องปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจอนาคต สิ่งที่เราควรต้องติดตามกันต่อไป คือการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ จะสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนผ่านการสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ และเสริมความแข็งแกร่งด้านชีวิตทางการเงินของคนไทยได้มากน้อยเพียงใด




