วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คลี่คลายในท้ายสุด

ในฉบับนี้ ผมขอเล่าทั้งในเดือนที่ผ่านมาต่อเนื่องมาจนถึง คาดการในเดือนนี้เลย แบบ ยาวๆ เพราะภาพรวมต่างๆ

          ก็ประมาณว่าต้นร้าย ปลายดี นะครับ  ภาพการลงทุนเดือนสิงหาคม จบได้แบบ คลายกังวลครับ คือ SET Index เดือนสิงหาคมปรับตัวขึ้นกว่า 7% และถือเป็นตลาดหุ้นที่ปรับตัว Outperform ประเทศอื่นในเอเชียอย่างชัดเจน สนับสนุนโดยเม็ดเงินของนักลงทุนสถาบันภายในประเทศในช่วงแรก ก่อนได้รับแรงเสริมจากนักลงทุนต่างชาติในช่วงปลายเดือน ในขณะที่ตลาดพันธบัตรโดยรวมก็ถือว่าดีกันถ้วนหน้า ละครับ

              ในช่วงแรกของเดือนสิงหาคมนั้น ตลาดหุ้นไทยยังแกว่งตัวในลักษณะ Overhang อยู่ จากปัจจัยกดดันต่างๆ อาทิ การที่ศบค.มีมติให้ขยายระยะเวลามาตรการ Lockdown ออกไปถึงวันที่ 31 ส.ค.แถมยังมีการเพิ่มพื้นที่สีแดงเข้มจากเดิม 13 จังหวัดขึ้นถึงเท่าตัวเป็น 29 จังหวัด ก่อให้เกิดความกังวลต่อภาคอุปสงค์ภายในประเทศและการท่องเที่ยว สภาพคล่องในประเทศที่เริ่มหดหายไปจากนักลงทุนทั่วไป หลังปริมาณเงินหรือ M2 ที่ขยายตัวต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2008 สัญญาณการส่งออกที่มีแนวโน้มอ่อนแรงลงประสบปัญหา Supply bottleneck และการอ่อนตัวลงของตัวเลขภาคการผลิตทั่วโลก ต่างๆเหล่านี้นำมาสู่การปรับลดคาดการณ์ GDP ของหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นธปท.หรือสภาพัฒน์เป็นต้น ซึ่งตัวเลข GDP ของไทยปีนี้ต่างก็คาดการไว้ในระดับการเติบโต ประมาณ 1%

              อย่างไรก็ตาม พอเข้าสู่ช่วงครึ่งเดือนหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัปดาห์สุดท้าย นักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศเริ่มมีมุมมองเชิงบวกมากขึ้น จากจำนวนผู้ติดเชื้อ Covid-19 ในประเทศที่มีแนวโน้มผ่านพ้นจุดสูงสุด จนนำมาสู่การส่งสัญญาณคลาย Lockdown ของรัฐบาลที่จะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนกันยายน ประกอบกับเหตุการณ์แวดล้อมเชิงบวกทั้งการจัดงาน Thailand Focus และการประชุมกลุ่มผู้นำธนาคารกลางที่เมือง Jackson Hole ที่มีโทน Dovish ออกมา ส่งผลให้ดัชนี SET มีโมเมนตัมเชิงบวกต่อเนื่อง

              ปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในเดือนกันยายนนี้ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องเดิมๆ อย่าง สถานการณ์ Covid-19 ภายในประเทศ และพัฒนาการฉีดวัคซีน ซึ่งถ้าพิจารณาแบบไม่มี อคติ ก็ถือว่า So far So good คือ ค่อยๆดีขึ้นนะครับ ถัดมาก็เรื่องของ การประชุมร่วมของสมาชิกกลุ่ม OPEC+ ในวันที่ 1 ก.ย. นี้ ซึ่งหลังจากที่ราคาน้ำมันยังทรงตัวได้ในระดับสูง น่าจะทำให้ทางกลุ่มสบายใจที่จะดำเนินตามมติที่ได้ตกลงกันก่อนหน้านี้ นั่นก็คือการคืนกำลังการผลิตเข้าสู่ตลาดวันละ 4 แสนบาร์เรล มองบวกก็คือดี เป็นการยืนยันในเรื่องของ Unlock theme หรือ Opening Theme

              สุดท้ายก็คือเรื่องใหญ่ที่ป็นผลต่อเนื่องมาจากการประชุมกลุ่มผู้นำธนาคารกลางที่เมือง Jackson Hole ที่มีอารมณ์ ค่อนข้างดี หรือ Dovish นั้น ก็มีการพูดถึงการชลอการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ หรือ ลด QE หรือ QE Tapering  ที่ทำให้เกิดความเป็นไปได้ว่า Fed จะมีการประกาศลดวงเงิน QE (Tapering) ในการประชุมวันที่ 21-22 ก.ย.นี้ แต่ถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้ไปบางส่วนแล้ว ซึ่ง ก็ตอบสนองกันในเชิงบวก คือ หุ้นก็ขึ้นกันทั้งโลก บอนด์ยีลน์ ก็ ปรับตัวลง ดูดี กันไปหมด

      บนสถานการณ์ที่ หลายประเทศทั่วโลก เริ่มเปิดเมือง อัตราการติดเชื้อที่ยังมีอยู่ แต่อัตราการเสียชีวิต เริ่ม ชลอ ตัวลงในประเทศหลักๆ ทั่วโลก  และคาดหวังว่าประเทศไทยจะเป็นเช่นนั้น ได้ส่งผลให้ นักลงทุนคาดการณ์ว่า จะเกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับผลประกอบการไตรมาสสอง ของบริษัทขนาดใหญ่ ทั่วโลก ออกมาค่อนข้างดีกว่าการคาดการณ์ ทำให้เกิดการย้ายเงินเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น ตัวหลักก็คือ ตลาดหุ้นนั่นแหละครับ 

      หากวิเคราะห์จากสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น ผมก็ขออนุญาต แนะนำโดยเน้นที่ตลาดหุ้น และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์ ในห้วงเวลา ประมาณ 1-2 เดือน โดยมีสมมุติฐานว่า Fund Flow จากต่างประเทศ ส่งสัญญาณ เป็นบวก หรือมีสัญญาณการย้ายเงินจากตราสารหนี้มาเข้าตลาดหุ้น โดยผมชอบในตลาดหุ้นไทยมากกว่าตลาดต่างประเทศ และ กลุ่มอุตสาหกรรมที่ ผมชอบมากเป็นพิเศษ  คือ กลุ่มสถาบันการเงิน และ กลุ่มค้าปลีก รองลงมาจะเป็น กลุ่ม อาหาร และ กลุ่ม ICT

     อย่างไรก็ดี สำหรับตลาดหุ้นไทยแม้ว่า สถานการณ์โดยรวมมีพัฒนาการดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งยอดผู้ป่วยรักษาหายและอัตราการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะ ซึ่งนำมาสู่การทยอยผ่อนคลายล็อคดาวน์ในบางพื้นที่และบางกิจกรรม แต่ปัจจัยที่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ การระบาดและการบริหารจัดการวัคซีน  ดังนั้น จึงควรอาศัยจังหวะย่อตัวของดัชนีเพื่อเข้าสะสม โดย ยังคงแนะนาให้นักลงทุนจัดพอร์ตแบบกระจายสินทรัพย์เพื่อลดความผันผวนต่อไป