ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว บริษัทเอกชนของจีนเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ๆ จากกฎเกณฑ์ข้อบังคับทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
โดยเริ่มแรก...ทางการจีนมุ่งเป้าไปที่หุ้นเทคฯ ยักษ์ใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งธุรกิจ E-Commerce เกมส์ ผู้ให้บริการเรียกรถแท๊กซี่และส่งอาหาร ข้อบังคับที่ออกมามีตั้งแต่ประเด็นผูกขาดการค้า ไปจนถึงการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล และในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม มรสุมลูกใหญ่ที่สุดไปตกที่ธุรกิจการศึกษาออนไลน์ (EdTech) ที่ทางการจีนออกข้อบังคับให้บริษัทติวเตอร์ที่สอนวิชาพื้นฐานเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร สร้างปรากฎการณ์ที่ทำให้ราคาหุ้นบางตัวดิ่งลงมากกว่า 50% ในวันเดียว !
และ...มรสุมไม่หยุดเพียงแค่หุ้นกลุ่มเทคฯ เท่านั้น แต่ลามไปที่ธุรกิจอื่นๆ ด้วย เช่น ผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยทางการจีนจะเข้ามาควบคุมการดื่มหนักหลังเลิกงาน เพราะมีรายงานถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจากการดื่มเหล้าสังสรรค์ ผู้ผลิตเหล้าขาวเกรดพรีเมียมก็โดนตรวจสอบเรื่องการตั้งราคาขาย ส่วนธุรกิจ Health Care ก็ถูกกดดันจากกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคเรื่องความปลอดภัยในการขายยาและเครื่องสำอางค์ออนไลน์ ด้านธุรกิจประกันสุขภาพ ก็โดนเพิ่มความเข้มงวดในการทำการตลาด ตั้งราคา และการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ธุรกิจ Live Streaming ก็ถูกตรวจสอบเรื่องความน่าเชื่อถือ และล่าสุดหวยไปออกที่ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ บริษัทกฎหมาย และผู้ตรวจสอบบัญชี โดยในวันที่ 23 สิงหาคม ทางการจีนระงับ IPO ของหุ้นไปมากกว่า 40 บริษัท เพื่อตรวจสอบความโปร่งใสของการเปิดเผยข้อมูล รวมถึงป้องกันการทุจริต
มรสุมอาจไม่จบเพียงแค่นี้ หากดูเป้าหมายระดับชาติของจีนที่เน้นไปที่ความเท่าเทียมทางสังคม และตั้งแต่ต้นปี ประธานาธิบดี Xi Jinping พูดคำว่า 'Common prosperity' ถึง 65 ครั้ง มากกว่าปีที่แล้วทั้งปีที่พูดเพียง 30 ครั้ง สะท้อนความแน่วแน่ในการดำเนินนโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ให้ความมั่งคั่งกระจุกในมือนักธุรกิจรายใหญ่ไม่กี่ราย ซึ่งเป็นไปได้ที่จะมีมาตรการอื่นๆ ออกมาอีก
ผลกระทบกับบริษัทเอกชนเป็นไปได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การจ่ายค่าปรับ ซึ่งส่วนใหญ่ที่เห็นมักไม่เกิน 10% ของรายได้ บางบริษัทถูกจำกัดการทำธุรกิจ หนักไปกว่านั้นคือโดนถอดแอพพลิเคชั่นออกจาก App Store ทำให้ผู้ใช้รายใหม่ดาวน์โหลดไม่ได้ หรือรุนแรงถึงขั้นต้องเปลี่ยนเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรเช่นกรณี EdTech ซึ่งทางการจีนน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นถึงขั้นตอนและแผนการควบคุมธุรกิจเอกชนในอีก 6-12 เดือน ข้างหน้า
คำถามคือ “ตอนนี้ลงทุนหุ้นจีนได้หรือไม่” นักลงทุนคงใจแกว่งพอสมควรเพราะนอกจากตลาดหุ้นที่ตกแรงแล้ว ยังมีข่าวว่านักลงทุนชื่อดังบางรายเทขายหุ้นจีน เช่น คุณ Cathie Wood ผู้บริหารกองทุนหุ้นนวัตกรรมอย่าง ARK หรือคุณ George Soros ผู้บริหาร Hedge Fund รายใหญ่ นอกจากนี้ ก.ล.ต.สหรัฐฯ ยังเตือนนักลงทุนสหรัฐฯ ที่ลงทุนในบริษัทจีนเรื่องความโปร่งใส อีกด้วย
ระยะสั้นตลาดหุ้นจีนต้องเจอความผันผวนสูงอย่างเลี่ยงไม่ได้ จะมีทั้งวันที่หุ้นจีนรีบาวด์ขึ้นแรงจากข่าวดี หรือตกแรงจากข่าวร้าย ความผันผวนนี้จะอยู่จนกว่านักลงทุนสามารถประเมินผลกระทบต่ออนาคตของบริษัทได้ ถ้าข้อบังคับทำให้รายได้และความสามารถในการทำกำไรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มูลค่าหุ้น (Valuation) ก็ต้องต่ำลง จนกว่าบริษัทจะปรับตัวได้หรือพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ
ดังนั้นในระยะนี้ควรหลีกเลี่ยงการลงทุนที่เจาะจงเฉพาะหุ้นเทคฯ หรือหุ้นเกี่ยวกับการบริโภคในจีน โดยเฉพาะที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ เพราะเป็นเป้าหมายการควบคุมจากทางการจีน แต่ในระยะยาวเชื่อว่าหุ้นดังกล่าว ยังมีศักยภาพอยู่มาก ถ้าหากสามารถปรับตัวกับข้อบังคับได้ หนุนจากการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดผู้บริโภคชาวจีนจำนวนกว่า 1,300 ล้านราย นอกจากนี้หลังจากที่หุ้นจีนปรับลงมาแรง ทำให้หุ้นจีนซื้อขายในระดับ Valuation ที่ถูกกว่าหุ้นสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ
เราจึงมองว่าเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่รับความเสี่ยงได้สูง ในการทยอยสะสมหุ้นจีน โดยเน้นไปที่หุ้นจดทะเบียนในจีนแผ่นดินใหญ่ (A-Shares) แต่ด้วยความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่ จึงแนะนำแบ่งเงินลงทุนเป็นหลายๆ ไม้ หรืออีกหนึ่งทางเลือก คือ ลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีกลไกควบคุมความเสี่ยงผ่านการถือเงินสดเมื่อความผันผวนปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือนที่กำบัง ทำให้นักลงทุนเจ็บตัวน้อยกว่าเมื่อต้องเผชิญกับมรสุมเช่นนี้





