ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายวันที่มีแนวโน้มลดลงทีละนิด ดูจะสร้างความหวังให้กับคนไทยได้บ้าง สังคมเริ่มพูดคุยถึงมาตรการผ่อนคลายรวมถึงการเปิดเมือ
การผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์นั้น ไม่ใช่จุดเส้นชัยแต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับเข้ามาต่อสู้ในสนามเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองอย่างมาก มีแต่คนขายไม่มีคนซื้อ เพราะกำลังการซื้อหรือเม็ดเงินนั้นไม่หมุนเวียนในระบบ
รัฐบาลในทุกประเทศก็ต่างเข้าใจในบริบทนี้จึงได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่ทุกประเทศนั้นจะประสบความสำเร็จ ผมได้ยกตัวอย่างของประเทศที่ใช้เงินอย่างฉลาดและคำนึกถึงผลประโยชน์ของประชาชนอย่างอังกฤษและญี่ปุ่นในฉบับก่อน ๆ วันนี้จึงอยากจะยกตัวอย่างของสหรัฐ เพื่อให้เห็นถึงมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและไม่ใช้เงินงบประมาณโดยไร้ทิศทางเสมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
ในภาพใหญ่ สหรัฐนั้นทั้งเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจไปพร้อมกันภายใต้แผน Build Back Better ซึ่งเป็นแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะยาวมูลค่ากว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งภายใต้แผนแม่บทที่นอกจากจะเป็นแผนระยะยาวที่สุดในประวัติศาสตร์แล้ว แผนนี้ยังมุ่งให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน และสิ่งที่น่าจะสนใจจนสามารถเรียกได้ว่าเป็นพระเอกของแผนคือ การให้เงินจำนวน 1,400 ดอลลาร์แก่คนอเมริกัน
แผน Build Back Better ให้ความสำคัญอย่างมากต่อแรงงานและภาคธุรกิจภายใต้โครงการ American Rescue Plan (ARP) ซึ่งเน้นการเยียวยาค่าแรงและสนับสนุนธุรกิจบางสาขาเป็นพิเศษ อาทิ ร้านอาหาร
งบของโครงการ ARP ที่ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ที่คิดเป็น 1 ใน 3 ของแผนแม่บท Build Back Better นั้น ทำให้คนตกงานในสหรัฐได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากรัฐ 600 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์เป็นระยะเวลา 4 เดือนและโครงการก็ขยายต่อในช่วงที่เกิดผลกระทบหนักจากการปิดเมือง
ผู้ตกงานยังได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลท้องถิ่นในรัฐของตนเองซึ่งแตกต่างกันไป โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 45% ของเงินเดือนสุดท้ายก่อนตกงาน ซึ่งเมื่อรวมกับเงินจากรัฐบาลกลางจากโครงการ ARP เงินชดเชยรวมก็ตกอยู่ที่ 4,000 ดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งก็สามารถพูดได้ว่าถึงแม้จะฝืดเคืองบ้าง แต่ก็อยู่ได้ไม่ลำบากเลย
โครงการพระเอกอีกอันหนึ่งใน ARP คือ กองทุนช่วยเหลือร้านอาหาร Restaurant Revitalization Fund (RRF) ที่มีความตั้งใจช่วยเหลือร้านอาหาร บาร์ ร้านกาแฟ เบเกอรี ตลอดจนแผงขายอาหาร รถขายอาหารและธุรกิจบริการจัดเลี้ยง ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศกว่า 1 ใน 3
กองทุนช่วยเหลือร้านอาหารนี้จะมอบเงินเยียวยากับร้านเหล่านี้ตามมูลค่ารายรับที่หายไปในช่วงโควิดไม่เกิน 10 ล้านดอลลาร์ต่อธุรกิจ และไม่เกิน 5 ล้านดอลลาร์ต่อสาขา ซึ่งถือเป็นความตั้งใจของรัฐในการกระจายยอดเงินกว่า 28,600 ล้านดอลลาร์สู่ธุรกิจขนาดกลางและเล็กอย่างแท้จริง โดยเงินก้อนใหญ่นี้จะกลายเป็นเงินให้เปล่าทันทีหากใช้เพื่อการจ่ายค่าเช่า เงินเดือนพนักงาน ใช้เป็นเงินต้นทุนซื้อสินค้าหรือใช้เพื่อการซ่อมแซมร้านและใช้ให้แล้วเสร็จภายใน มี.ค. 2566
Build Back Better ยังกระจายงบประมาณไปช่วยเหลือธุรกิจอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ ธุรกิจการบิน และประชาชนในบริบทต่าง ๆ อีกมาก อาทิ เงินช่วยเหลือครอบครัว ความช่วยเหลือด้านดอกเบี้ยกับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ลูกหนี้จากการกู้เพื่อการศึกษา การสาธารณสุข ตลอดจนช่วยเหลือรัฐบาลท้องถิ่น
จะเห็นได้ว่า สหรัฐถือเป็นตัวอย่างของ รัฐบาลประชาธิปไตยเต็มใบที่เป็นของประชาชนอันมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนและทำงานเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ถือเป็นที่พึ่งในยามยากของประชาชนโดยแท้






