บทความนี้จะอธิบายถึงกลไกคุ้มครองเงินฝาก ที่มาของการปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากจาก 5 ล้านบาทเป็น 1 ล้านบาท ตั้งแต่ 11 ส.ค.64 เป็นต้นไป
หน้าที่ของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA)
ในประเทศไทย หน่วยงานที่ทำหน้าที่คุ้มครองเงินฝากของประชาชน ทั้งในกรณีของเงินฝากของบุคคลธรรมดา/นิติบุคคล คือ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐที่
ทำหน้าที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้ฝากเงินในสถาบันการเงินหากเกิดกรณีที่สถาบันการเงินถูกปิดกิจการหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาต ดังนั้น หากมีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น DPA จะทำหน้าที่จ่ายเงินคืนให้ผู้ฝากเงินก่อนภายใต้วงเงินและระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด
ทั้งนี้ เงินที่นำมาใช้เพื่อคุ้มครองเงินฝากมาจากการเก็บเงินนำส่งจากสถาบันการเงิน (ที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครอง) เพื่อสะสมไว้เป็นกองทุนคุ้มครองเงินฝาก และนำไปใช้สำหรับวัตถุประสงค์ในการจ่ายคืนหากสถาบันการเงินใดถูกปิดกิจการ
สถาบันการเงินใดบ้างที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของ DPA
ปัจจุบันสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของ DPA สามารถแบ่งได้เป็นสี่ประเภทได้แก่ 1) ธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ 2) สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ 3) บริษัทเงินทุน และ 4) บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ (ตรวจสอบรายชื่อสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองได้ที่ www.dpa.or.th)
บัญชีและผลิตภัณฑ์ “ที่ได้รับ” และ “ไม่ได้รับ” ความคุ้มครอง
ในส่วนของบัญชีและผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความคุ้มครองนั้น มีอยู่ห้าประเภท ได้แก่ 1) บัญชีเงินฝากกระแสรายวัน 2) บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ 3) บัญชีเงินฝากประจำ 4) บัตรเงินฝาก และ
5) ใบรับฝากเงิน โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นเงินสกุลบาทและเป็นบัญชีที่ฝากภายในประเทศเท่านั้น
ดังนั้น ความคุ้มครองภายใต้ DPA จะไม่รวมถึงกรณีการฝากเงินในสหกรณ์, เงินลงทุนในตราสาร (เช่น SSF หรือ RMF), เงินฝากที่เป็นเงินตราต่างประเทศ, เงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Money (เนื่องจากไม่ใช่เงินฝากและมีลักษณะของการชำระเงินล่วงหน้าแบบ Pre-paid), แคชเชียร์เช็ค/ตั๋วแลกเงิน สกุลเงินดิจิทัลหรือคริปโทเคอร์เรนซีสกุลต่าง ๆ รวมถึงเงินฝากที่เป็นเงินตราต่างประเทศ เป็นต้น
การคุ้มครองในวงเงิน 1 ล้าน
ในวงเงินหนึ่งล้านบาทที่ DPA ให้ความคุ้มครองนั้น จะคุ้มครองผู้ฝากเงิน 1 ราย ต่อ 1 สถาบันการเงิน ซึ่งหมายความว่า หากผู้ฝากมีหลายบัญชีหรือหลายผลิตภัณฑ์ เวลาคำนวณก็จะรวมยอดของทุกบัญชีเข้าไว้ด้วยกัน เช่น นาย ก. มีเงินฝากใน ธนาคาร A รวมทั้งสิ้น 5 บัญชี ซึ่งกระจายอยู่ในสามสาขาของธนาคาร เวลาคำนวณก็จะคำนวณจากเงินต้นและดอกเบี้ย (หักหนี้ที่เกินกำหนดชำระ) ของทุกบัญชีและทุกสาขารวมกัน โดยไม่ใช่คำนวณแบบต่อบัญชี
หากมีเงินเกิน 1 ล้านจะรับความคุ้มครองอย่างไร
หลักการง่าย ๆ คือ “ผู้ฝากจะได้เงินในวงเงิน 1 ล้านบาทคืนทันที โดยในส่วนที่เกิน 1 ล้านจะได้รับคืนภายหลังในชั้นชำระบัญชี”
หมายความว่า หากผู้ฝากมีเงินเกิน 1 ล้านบาท ไม่ได้แปลว่าจะไม่ได้รับเงินดังกล่าวคืน แต่ผู้ฝากจะต้องรอให้สถาบันการเงินที่ปิดกิจการนั้น ชำระบัญชีให้เสร็จสิ้นเสียก่อน จึงจะนำเงินที่ได้รับจากการชำระบัญชีมาจ่ายคืนให้แก่ผู้ฝากตามลำดับการชำระคืนเจ้าหนี้ตามกฎหมาย
เช่น กรณีข้าง ต้นนาย ก. มีเงินฝากใน ธนาคาร A จำนวน 5 บัญชี ในสามสาขา รวมจำนวนเงินทั้งสิ้น 10 ล้านบาท หากธนาคาร A ปิดกิจการ นาย ก. จะได้รับเงินคืนจาก DPA ทันที จำนวน 1 ล้านบาท ส่วนอีก 9 ล้านบาทที่เหลือ จะได้คืนเมื่อเมื่อธนาคาร A ชำระบัญชีแล้วเสร็จ
อย่างไรก็ดี ข้อมูลที่น่าสนใจจาก DPA แสดงให้เห็นว่า ผู้ฝากเงินในประเทศไทยร้อยละ 98.03 เป็นผู้ฝากที่มียอดเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท
การปรับลดวงเงิน ไม่ใช่เพราะสถาบันการเงินมีปัญหาแต่อย่างใด
การปรับลดดังกล่าวเป็นการลดวงเงินคุ้มครองที่กระทำเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2551 ที่กฎหมายเคยกำหนดให้คุ้มครองเงินฝากเต็มจำนวน และค่อยๆ ลดหลั่นจำนวนวงเงินคุ้มครองลงมาตามลำดับ กล่าวคือ ในปี 2554 วงเงินคุ้มครองอยู่ที่ 50 ล้าน, ปี 2558 อยู่ที่ 25 ล้าน, ปี 2559 อยู่ที่ 15 ล้าน, ปี 2561 อยู่ที่ 10 ล้าน, ปี 2562 อยู่ที่ 5 ล้าน และในปัจจุบันอยู่ที่ 1 ล้าน ซึ่งเป็นไปตามระบบการคุ้มครองเงินฝากแบบจำกัดจำนวน
อย่างไรก็ดี การปรับลดวงเงินคุ้มครองลงเหลือ 1 ล้านบาทในปัจจุบันนั้น ได้มีนโยบายให้ปรับลดมาตั้งแต่ปี 2555 แต่ได้มีการขยายระยะเวลาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ซึ่งหากพิจารณาจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า สถาบันการเงินในประเทศไทย ยังคงมีเสถียรภาพที่ดี ทั้งในส่วนของระดับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) ที่อยู่ในระดับร้อยละ 20 ประกอบกับสภาพคล่อง (LCR) ที่ยังอยู่ในระดับสูง จึงยังสามารถรองรับความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันได้
ท้ายที่สุด ผู้เขียนหวังว่าบทความฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ฝากเงิน เพื่อทำความเข้าใจกับการคุ้มครองเงินฝากของท่านที่อยู่ในสถาบันการเงินภายใต้ความคุ้มครอง.






