วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

Phuket Sandbox สายพันธ์ุเดลต้า และค่าเงินบาท!

Phuket Sandbox สายพันธ์ุเดลต้า และค่าเงินบาท!

หากจำกันได้ ไทยเคยเจอกับภาวะที่เงินบาทแข็งค่ามากเมื่อ 1-2 ปีที่แล้ว ย้อนกลับไปเมื่อปี 2019 เงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 8.6%

และถือเป็นสกุลเงินที่แข็งค่าที่สุดในภูมิภาค เพราะได้อานิสงค์จากรายได้ภาคการท่องเที่ยวที่เป็นเม็ดเงินกว่า 1.9 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวจำนวนเกือบ 40 ล้านคน จนมาถึงปี 2020 ที่แม้จะเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้นักท่องเที่ยวหายไปเกือบหมดตั้งแต่เดือนมีนาคม กดให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปบ้างในช่วงไตรมาสแรก แต่หลังจากนั้นเงินบาทก็แข็งค่ากลับขึ้นมาได้ และปิดปี 2020 ที่ 29.95 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ในช่วงเวลาปกติ การเคลื่อนไหวของเงินบาทมักขึ้นอยู่กับฐานะการเงินและการคลัง ระดับหนี้สาธารณะ และหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศของไทย ซึ่งบทเรียนจากหลายวิกฤตทำให้ไทยรักษาเสถียรภาพทางการเงินได้ดี ประกอบกับในปีที่แล้ว ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายลงจาก 1.50-1.75% เหลือ 0.00-0.25% ในเวลาไม่ถึง 1 เดือน พร้อมประกาศใช้โครงการเข้าซื้อสินทรัพย์แบบไม่จำกัดวงเงิน (Unlimited QE) นับเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินก้อนใหญ่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (Dollar Index) อ่อนลงเกือบ -7% เมื่อเทียบกับตระกร้าสกุลเงินหลักของโลก

แต่แล้วในปีนี้เงินบาทกลับอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วราว 10% (ณ 10 สิงหาคม) เทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ในระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบ 3 ปี และถือเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่าที่สุดในภูมิภาค

162870318294

สาเหตุมาจากปัจจัยทั้งภายในและนอกประเทศ ด้านปัจจัยในประเทศ ได้แก่ (1) ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้อ่อนแอที่สุดในภูมิภาค หลายหน่วยงานคาดการณ์ GDP โตได้ในกรอบ 0.0-1.0% และมีโอกาสจะติดลบสองปีซ้อน ถ้าหากไม่สามารถคุมจำนวนผู้ติดเชื้อได้ในไตรมาสนี้และไม่เร่งฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ (2) ในไตรมาส 2 ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 4% ของ GDP แม้การส่งออกจะเติบโตได้ดี แต่รายได้จากการท่องเที่ยวหายไปเกือบหมดทำให้ไทยขาดดุลบริการ (3) เม็ดเงินไหลออกจากตลาดทุน ตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยมากกว่า 1 แสนล้านบาท และ (4) การดำเนินนโยบายการเงินมีท่าทีผ่อนคลาย แม้ผลประชุม กนง.ล่าสุดจะมีมติให้คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% แต่พบว่ามีกรรมการ 2 ท่านลงความเห็นให้ลดดอกเบี้ยลง ซึ่งนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีที่แล้วที่เสียงโหวตไม่เป็นเอกฉันท์ นอกจากนี้ กนง. ยังได้หั่นคาดการณ์ GDP ลงจาก 1.8% เป็น 0.7% พร้อมระบุว่าเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงจะโตต่ำกว่านี้ ทำให้ตลาดเริ่มตีความว่า กนง. มีโอกาสจะลดดอกเบี้ย หากสถานการณ์แย่ลง

สำหรับปัจจัยทางต่างประเทศก็มีผลต่อค่าเงินบาทไม่แพ้กัน (1) เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวได้โดดเด่นและทั่วถึง ทั้งภาคการผลิตและบริการ จากการเร่งฉีดวัคซีน และ (2) Fed เล็งจะถอนมาตรการพิเศษทางการเงิน โดยคาดว่าจะเริ่มจากการลดวงเงินเข้าซื้อสินทรัพย์ (QE Tapering) ในปีหน้า และเริ่มขึ้นดอกเบี้ยในปี 2023 หลังจากตลาดแรงงานฟื้นตัวได้ดีต่อเนื่อง ทำให้ดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น

ในระยะสั้น เงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงต่อ ส่วนคำถามที่ว่า เงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นได้อีกหรือไม่ เร็วหรือช้าแค่ไหน คงต้องขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อและการเร่งกระจายวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงความสำเร็จของ Phuket Sandbox ที่จะเป็นตัวชี้ชะตาว่าไทยจะสามารถเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว เพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้หรือไม่ นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ด้วย ว่าวัคซีนจะสามารถต้านทานต่อการระบาดของสายพันธุ์เดลต้าได้หรือไม่ และที่สำคัญ คือการสื่อสารทางนโยบายของ Fed ทั้งในการประชุม Jackson Hole ปลายเดือนนี้ และการประชุมเดือนกันยายน

จะเห็นได้ว่าค่าเงินมีความผันผวนมาก คาดการณ์ทิศทางได้ยาก เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ ไม่ใช่เพียงแต่ภาวะเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน แต่รวมไปถึงกระแสเงินเข้าออกจากทั้งด้านการค้าและการลงทุน ดังนั้น นักลงทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ ควรป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อไม่ต้องกังวลถึงการเคลื่อนไหวของค่าเงิน และมุ่งเน้นไปที่ผลตอบแทนที่ได้รับจะให้ขึ้นอยู่กับราคาสินทรัพย์ที่เข้าลงทุนเพียงอย่างเดียว