วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

ถอดโมเดลฟื้นฟู 'ท่องเที่ยวจีน' พร้อมโกยเงิน 3.3 ล้านล้านหยวน

ถอดโมเดลฟื้นฟู 'ท่องเที่ยวจีน' พร้อมโกยเงิน 3.3 ล้านล้านหยวน

ตั้งแต่ต้นปี 2563 การแพร่ระบาด "โควิด" ส่งผลอย่างหนักหน่วงทั้งระบบเศรษฐกิจ ระบบสาธารณสุข การท่องเที่ยว และการใช้ชีวิตประจำวันของคนจีน

การแพร่ระบาดของ "โควิด 19" จีนเป็นประเทศแรกที่พบการแพร่ระบาด ตามมาด้วยนานาประเทศ และรวมถึงประเทศไทยบ้านเราซึ่งกำลังเผชิญระลอกใหม่อย่างหนัก ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นวันละหลักหมื่นราย

โดยหนึ่งในธุรกิจทั่วโลกที่ได้รับแรงกระแทกแบบไม่ทันตั้งตัว ลากยาวจากจุดเริ่มต้นจน ณ ขณะนี้ คือ “ธุรกิจการท่องเที่ยว” เนื่องจากประเทศโดยส่วนใหญ่ยังคงพบการแพร่ระบาด และถึงแม้ประเทศตนเองจะสถานการณ์ดีขึ้น แต่ถ้ารอบโลกยังไม่ดี การเดินทางเที่ยวระหว่างประเทศจึงยังเป็นเรื่องต้องห้าม 

อย่างเช่นประเทศจีน ยังคงปิดประเทศ ทั้งเข้าและออก โดยจะอนุญาตเป็นบางวีซ่า แน่นอนว่า วีซ่าท่องเที่ยว ไม่มีในรายนามการอนุญาต ทำให้หลายประเทศที่เคยได้รับอานิสงส์จากการเป็นประเทศใช้จ่ายท่องเที่ยวนอกประเทศมากที่สุดในโลกของประเทศจีนในช่วงก่อนโควิด กลายเป็นศูนย์ 

ในวันนี้อ้ายจงเลยขอตีแผ่เรื่องราว ธุรกิจการท่องเที่ยว ในประเทศจีนว่า พวกเขาปรับตัวกันเช่นไร ในยุคที่ไม่สามารถสร้างรายได้จากการทำทัวร์ไปต่างประเทศ และในขณะเดียวกันรับทัวร์จากต่างประเทศเข้าไปเที่ยวบ้านเขาก็ไม่ได้เช่นกัน เรียกได้ว่าสามารถนำมาเป็น “โมเดลตัวอย่าง” ให้แก่ผู้ประกอบการไทยได้เช่นกัน

จากปัญหาข้างต้น ทางออกที่ทางการจีนและตัวผู้ประกอบการท่องเที่ยวจีนมองเห็น คือ “กระตุ้นชาวจีนเที่ยวในประเทศให้มากที่สุด” กล่าวคือจีนเลือกหนทางฟื้นฟูและพัฒนาการท่องเที่ยวภายในประเทศหลังฟื้นจากโควิด ตัวเลขเม็ดเงินในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจีนปี 2564 ทะลุ 3.3 ล้านล้านหยวน (ราว 16.7 ล้านล้านบาท) ที่คาดการณ์จากสถาบันการท่องเที่ยวแห่งประเทศจีน (China Tourism Academy) บ่งชี้การมาถูกทางของแผนการจีน ทว่ากรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียวฉันใด การกอบกู้ธุรกิจท่องเที่ยวให้กลับมาได้ท่ามกลางสถานการณ์โควิดก็ไม่ใช่เรื่องทำได้รวดเร็วฉันนั้น โดยจีนเริ่มทำแบบนี้ครับ

1. รัฐบาลจีนมอบเงินช่วยเหลือ 7 พันล้านหยวน (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท) แก่ผู้ประกอบการทัวร์กว่า 29,000 ราย เพื่อนำไปคืนเงินแก่ลูกค้าทึ่ซื้อทัวร์แต่ไม่สามารถให้บริการได้ เนื่องจากนโยบายปิดเมือง-ปิดประเทศ นโยบายช่วยเหลือทางการเงิน เป็นฟันเฟืองสำคัญในการไปต่อได้ของผู้ประกอบการท่องเที่ยวจีน

2. ช่วงระบาดหนัก ทั่วประเทศปิดเมืองทุกคนอยู่บ้าน แต่สถานที่ท่องเที่ยว และหน่วยงานเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ไม่หยุดนิ่ง พากันสร้าง Content เสิร์ฟไปยังโลกออนไลน์ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทั้งเคยไปเที่ยวและยังไม่เคย ให้มี “ความอยากไปเที่ยว” โดยมีทั้ง Live สด จากเจ้าหน้าที่สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองที่สถานการณ์ไม่หนักมาก เช่น ทิเบต พาเที่ยวแบบเที่ยวทิพย์ พอจีนสถานการณ์ดีขึ้นทั่วประเทศ คนจะได้ออกไปเที่ยวตามที่โดนกระตุ้นความอยากเมื่อครั้งต้องล็อกดาวน์ ทำให้เราได้เห็นอัตราการเพิ่มขึ้นนักท่องเที่ยวในทิเบต เพิ่ม 10% ในช่วงเดือนตุลาคม 2563 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 ช่วงก่อนโควิด

3. ช่วงเทศกาลเชงเม้ง ราวเดือนเมษายน 2563 เป็นครั้งแรกที่หลายเมืองของจีนอนุญาตให้ประชาชนออกจากบ้านไปเที่ยวได้ แต่ใช้มาตรการคุมเข้ม ทั้งออกกฎห้ามฝ่าฝืนการใส่หน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ และการตรวจอุณหภูมิ ตรวจโค้ดสถานะร่างกาย หรือ QR Health Code

4. ช่วงสามเดือนแรกหลังโควิดดีขึ้น คนจีนเริ่มออกไปเที่ยวนอกบ้านได้ก็จริง แต่ต้อง “จองผ่านแอป” อย่างเมืองอู่ฮั่น ชาวเมืองต้องดูในแอปก่อนว่า สถานที่ท่องเที่ยวที่อยากไป มีคนไปเที่ยวเกินขีดจำกัดที่สามารถรับได้ช่วงควบคุมการแพร่ระบาดโควิดหรือไม่ โดยทั่วไปสถานที่ท่องเที่ยวจะเปิดรับนักท่องเที่ยวครึ่งเดียวของสถานการณ์ปกติ

5. จีนใช้มาตรการ “ผ่อนปรนการท่องเที่ยวแบบค่อยเป็นค่อยไป” กล่าวคือ เริ่มจากอนุญาตให้เที่ยวภายในเมืองเดียวกัน พอสถานการณ์เริ่มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องติดต่อกันสักพักใหญ่ๆของแต่ละเมืองภายในแต่ละมณฑล ก็ขยายให้สามารถเที่ยวต่างเมืองภายในมณฑลเดียวกันได้

และเมื่อยอดผู้ติดเชื้อภายในพื้นที่จีนเริ่มลดลงจนเหลือศูนย์ หรือบางพื้นที่อาจจะหลักหน่วย หรือมีเป็นระลอกบ้าง แต่ไม่เยอะเท่าเดิม จีนอนุญาตให้ทุกคนในจีนสามารถเดินทางข้ามมณฑลได้เป็นครั้งแรก ในช่วงวันหยุดยาววันชาติจีน เดือนตุลาคม 2563 (สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งยังคงจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว แต่เพิ่มขึ้นเป็น 75% ของสถานการณ์ปกติ)

6. ทางการจีนพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสชั้นยอด ใช้ข้อจำกัด “คนจีนเที่ยวได้แค่ในประเทศ” สร้างสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน และเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ “ท่องเที่ยวชนบท” เติบโตถึง 300% แบบปีต่อปี จากการเปิดเผยตัวเลขของ Trip.com แพลตฟอร์มเอเจนซี่ท่องเที่ยวออนไลน์รายใหญ่ของจีน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา

นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวชนบท ทางการจีนได้พยายามทำขึ้นก่อนช่วงโควิดด้วยซ้ำ เป็นส่วนหนึ่งของ “นโยบายแก้จนอย่างยั่งยืน” จีนสนับสนุนแต่ละชุมชนตามเขตพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ยากจนของจีนรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างเป็นวิสาหกิจชุมชนในการสร้างธุรกิจ สร้างงาน สร้างอาชีพ อาทิ กลุ่มการเกษตร กลุ่มหัตถกรรม และ “การท่องเที่ยวชุมชน” ทำหมู่บ้านหรือย่านชุมชนนั้นให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว

มาถึงช่วงโควิด ผู้นำท้องถิ่นภายในเขตต่างจังหวัดและชนบท เลือกใช้สื่อโซเชียล เช่น TikTok เพื่อ Live สด ขายสินค้าประจำถิ่นช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ช่วงโควิด และเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวชนบทไปในตัวด้วย และพอสถานการณ์โควิดจีนดีขึ้นจนกลับมาสู่สภาวะปกติเกือบ 100% ทางรัฐบาลกลางของจีน ให้นโยบายแก่รัฐบาลท้องถิ่นพัฒนาการท่องเที่ยวในเขตชนบทพื้นที่ของตนเอง โดยรัฐบาลกลางช่วยในเรื่องประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกในวงกว้าง อย่างการจัดสรรงบประมาณไปยังรัฐบาลท้องถิ่น และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างถนนหนทางให้อำนวยต่อการไปเที่ยว

7. การสร้างความเชื่อมั่นให้คนกล้าออกจากบ้าน และเชื่อว่ารัฐบาลคุมโควิดได้ อันเห็นได้จากการจำกัดพื้นที่และล็อกดาวน์บางเมือง บางหมู่บ้านในทันที่ หากพบผู้ป่วยโควิดรายใหม่ในแต่ละพื้นที่ ทำควบคู่กับการระดมตรวจหาเชื้อและฉีดวัคซีนโควิดจนประเทศจีนสามารถฉีดไปได้ถึง 1.6 พันล้านโดสแล้ว ด้วยเหตุนี้ คนจีนเลยกล้าถอดหน้ากาก กล้าออกจากบ้านไปใช้ชีวิตปกติ ส่งผลโดยตรงต่อการท่องเที่ยว

ในความเป็นจริง ประเทศไทยคงไม่สามารถทำตามจีนได้ทั้งหมด ด้วยความแตกต่างทั้งการบริหารงานของผู้มีอำนาจ จำนวนประชากรในประเทศ งบประมาณและทรัพยากรต่างๆที่ภาครัฐมีอยู่ในมือ แต่มันเป็นไปได้ในการเรียนรู้และนำมาปรับใช้ตามแบบที่เหมาะกับสิ่งที่ประเทศไทยกำลังเป็น อย่างน้อย “การเปิดการท่องเที่ยวแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ประมาท” ก็น่าจะเป็นขั้นพื้นฐานที่สุดซึ่งเราควรทำได้