ในช่วงกลางเดือนที่ผ่านมาเกิดปฏิบัติการลดโลกร้อนที่สั่นสะเทือนวงการเกิดขึ้น
โดยสหภาพยุโรปได้เผยแพร่ข้อเสนอเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (European Green Deal) พร้อมกับจีนที่เปิดตลาดซื้อขายการปล่อยก๊าซฯที่ใหญ่ที่สุดในโลกขึ้น
การลดโลกร้อนตามความตกลงปารีส (Paris Agreement) ของนานาประเทศนั้น เกิดขึ้นเพื่อป้องกันมิให้เกิดมหันตภัยทางธรรมชาติที่อาจทำลายล้างมนุษยชาติได้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ดินถล่ม คลื่นความร้อน แผ่นดินไหว ไฟป่า ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ ฯลฯ ซึ่งเกือบทุกอย่างที่ว่ามานี้ เกิดขึ้นพร้อมๆกันในเดือนที่ผ่านมา!!! ตั้งแต่มหาอุทกภัย จากฝนพันปีและไต้ฝุ่นที่ถล่มประเทศจีน ส่งผลให้เขื่อนกั้นน้ำพัง เมืองเศรษฐกิจเป็นอัมพาต มีน้ำท่วมเข้าไปในตัวรถไฟใต้ดินจนถึงระดับคอของผู้โดยสาร ไฟป่าในฝรั่งเศส และสหรัฐฯ ดินถล่มในอินเดีย และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด คือ น้ำท่วมและดินถล่มแบบฉับพลันในเยอรมันที่คร่าชีวิตคนไปอย่างน้อย 150 คน แสดงให้เห็นว่า หากดินฟ้าอากาศแปรปรวนอย่างรุนแรงแล้ว ไม่ว่าประเทศรวยหรือจนล้วนต้องตกระกำลำบากด้วยกันทั้งสิ้น
หลังจากลุ้นกันมานาน ในที่สุดคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ก็ได้คลอดข้อเสนอ “Fit for 55” หรือ ข้อเสนอที่จะช่วยให้นโยบายลดก๊าซเรือนกระจก นโยบายพลังงาน การใช้ที่ดิน การขนส่ง และนโยบายด้านภาษี ของสหภาพยุโรป มีความ “เหมาะสม” เพียงพอที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิลงได้อย่างน้อย 55% ภายในปี 2030 (เทียบกับปี 1990) และตั้งเป้าที่จะเป็นภูมิภาคแรกของโลกที่จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050
หนึ่งในมาตรการที่เสนอมานั้น คือ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism – CBAM) เพื่อให้สินค้านำเข้าต้องจ่ายต้นทุนในการปล่อยก๊าซเช่นเดียวกับสินค้าที่ผลิตในกลุ่มประเทศ
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทในทวีปยุโรปหาประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นๆ เพื่อหลบเลี่ยงภาษีและต้นทุนที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในกลุ่ม รวมถึงเพื่อไม่ให้ผู้ผลิตในกลุ่มเสียเปรียบผู้ผลิตนอกกลุ่ม และสร้างแรงจูงใจให้ประเทศอื่นๆมีนโยบายในทำนองเดียวกัน
ซึ่งหลังจากประเทศคู่ค้าต่างอกสั่นขวัญแขวนกันมาพักใหญ่ว่ามาตรการนี้จะกระทบกับสินค้าออกของตนหรือไม่ ในที่สุดหวยรอบนี้ก็ออกมาที่ แร่เหล็ก เหล็กกล้า อลูมิเนียม ปุ๋ย ไฟฟ้า และปูนซีเมนต์ ซึ่งคนที่ดูจะได้รับผลกระทบมากที่สุดในปัจจุบัน คือ รัสเซีย จีน และตุรกี ซึ่งเป็นคู่ค้าที่สำคัญในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ของสหภาพยุโรป
ในขณะที่รัสเซียแสดงความไม่พอใจอย่างมากต่อมาตรการดังกล่าว จีนซึ่งก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน นอกจากจะพยายามหาช่องทางเจรจาแล้ว ก็เล่นตามเกมส์โดยเปิดตัวตลาดซื้อขายก๊าซเรือนกระจกของตนเองเมื่อวันที่ 16 กค. ที่ผ่านมา
โดยตลาดซื้อขายก๊าซเรือนกระจกของจีนนั้นถือได้ว่าเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก เนื่องจากจีนเป็นผู้สร้างมลภาวะรายใหญ่ สูงกว่าสหรัฐฯ 2 เท่า และคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 27% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก
ซึ่งในช่วงแรกนี้ แม้จะมีเพียงอุตสาหกรรมพลังงานเท่านั้นที่มีการซื้อขายกันในปีนี้ แต่ก็มีสัดส่วนสูงถึง 40% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทั้งประเทศ โดยยังไม่รวมอุตสาหกรรมเหล็กและปูนซีเมนต์ ที่คาดกันว่าจะเพิ่มเติมเข้ามาในอนาคต ส่งผลให้ตลาดซื้อขายก๊าซเรือนกระจกของจีนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่ง แซงหน้าตลาดซื้อขายฯของสหภาพยุโรป
อย่างไรก็ตาม ตลาดซื้อขายฯของจีนนั้นยังถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้นมากๆ โดยรัฐบาลจีนยังคงไม่ได้ออกมาตรการเข้มงวด ดังเช่นที่สหภาพยุโรปกำหนดกับตลาดของตนเองในปัจจุบัน โดยราคาซื้อขายฯในตลาดจีนนั้นอยู่ในช่วง 48 – 53 หยวน/เมตริกซ์ตัน ในขณะที่ราคาในยุโรปนั้นพุ่งสูงถึง 2 เท่า ตั้งแต่เดือนพค.ปีนี้ ขึ้นไปสูงกว่า 50 ยูโร/เมตริกซ์ตัน เนื่องจากตลาดคาดการณ์มาตรการที่เข้มข้นมากขึ้นมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว
การที่ประเทศต่างๆมุ่งไปในวิถีทางเดียวกันเช่นนี้ นอกจากจะทำให้โลกลดความเสี่ยงลงแล้ว ยังเปิดโอกาสให้บริษัทที่มีผลิตภัณฑ์หรือนโยบายที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีความได้เปรียบในการสร้างผลประกอบการที่ดีมากยิ่งขึ้นในอนาคต






