วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลงทุนจีนบนความเสี่ยง'สามปราบปราม'

นักลงทุนที่มีหุ้นสัญชาติจีนอยู่ ในช่วงนี้คงต้องมีร้อนหนาวกันบ้าง เพราะทางการจีน “เปลี่ยนท่าที”

เข้มงวดกับหลายธุรกิจ จึงต้องรู้ให้ทันว่าอะไรคือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น และนักลงทุนควรเตรียมปรับพอร์ตรับมือแบบไหน

เพื่อให้จำง่าย ผมเรียกการปรับสมดุลภาคธุรกิจของจีนครั้งนี้ว่าเป็น “สามปราบปราม”

เรื่องแรกคือปราบ “กลุ่มบั่นทอนเสถียรภาพเศรษฐกิจ”

ธุรกิจที่โดนจับตามากที่สุดคือการเงินโดยมี Fintech และ Crypto เป็นเป้าหมาย

ตัวอย่างที่แรงที่สุด คือการระงับ IPO ของ Ant Group ในช่วงปลายปีที่แล้ว

ตอนแรกตลาดสงสัยว่าเป็นเพียงความขัดแย้งของรัฐบาลปักกิ่งกับ Alibaba หรือไม่ แต่ด้วยความเคลื่อนไหวของผู้กำหนดนโยบายจีนล่าสุดสะท้อนว่าเหตุผลแท้จริงดูจะมาจากการทำธุรกิจของบริษัทเทคโนโลยีบางกลุ่มที่ไม่มีกฎหมายรองรับ หรือมีลักษณะเดียวกับธุรกิจปรกติ (เช่นการเงิน) แต่กลับไม่ได้อยู่ใต้กฎเกณฑ์เดียวกับธุรกิจปกติ หรือเป็น Regulatory Arbitrage  

ตีความได้ว่าทางการจีนกลับตัว 180 องศา หันมาสนใจเสถียรภาพมากกว่าขีดความสามารถในการแข่งขัน

สิ่งที่คาดว่าจะเห็นต่อเนื่องจากนี้ คือธุรกิจที่ตั้งเป้าจะ disrupt ธุรกิจเดิมด้วยช่องโหว่ทางกฎหมายหรือเทคโนโลยี อาจไม่สามารถทำอะไรตามใจได้เหมือนแต่ก่อน

สองคือปราบ “รายใหญ่ไร้ความเป็นธรรม”

กลุ่มต่อมาที่ทางการจีนจับตา คือตลาด e-commerce ที่มีลักษณะผูกขาด ป้องกันบริษัทเล็กที่จะถูกกดดันให้ต้องเลือกข้างว่าจะอยู่บนแพลตฟอร์มไหน (pick one from two) หรือธุรกิจที่ทำการตลาดแบบขาดทุนหนักเพื่อแย่งฐานลูกค้า ทำสินค้ามาแข่งกับผู้ประกอบการรายย่อย ไปจนถึงการโฆษณาเกินจริง และการตั้งราคาที่ไม่เหมาะสม

การปราบปรามแบบที่สอง ไม่เหมือนแบบแรกที่ตั้งเป้าหมายเฉพาะธุรกิจ แต่ “หว่านแห” ไปแทบทุกอุตสาหกรรม

ธุรกิจที่มีความเป็นเจ้าตลาด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการค้า เทคโนโลยี การศึกษา ไปจนถึงบริการด้านสาธารณสุข ทั้งหมด มีโอกาสถูกตรวจสอบอย่างละเอียดในไม่ช้า

สามคือปราบ “ข้อมูลรั่วไหล”

เป็นประเด็นที่เร็วและแรงที่สุดในช่วงนี้ ตัวอย่างที่เด่นมากหนีไม่พ้นกรณีของบริษัท Didi ผู้ให้บริการแท็กซี่สัญชาติจีนที่ถูกเรียกตรวจสอบทันทีที่เข้าซื้อขายในตลาด NASDAQ

ทางการจีนจับตาบริษัทที่ออกไปจดทะเบียนนอกประเทศ เก็บข้อมูลของผู้ใช้จำนวนมาก ส่งเสริมให้ผู้ใช้อยู่ในระบบนาน หรือมีข้อตกลงลักษณะ Bundle Consents ที่เหมารวมจนสามารถล้วงข้อมูลของผู้ใช้ได้มากกว่าความจำเป็น โดยใช้เหตุผลว่าถ้าข้อมูลเหล่านี้รั่วไหล จะเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ

เทียบกับสองแบบแรก เป้าหมายของการปราบปรามกลุ่มสุดท้ายค่อนข้างครุมเครือ มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อเข้าตรวจสอบบริษัทที่ปฏิบัติตัวไม่ถูกใจภาครัฐ

คำถามที่ต่อมาคือ “ทำไมต้องเป็นตอนนี้”

 ผมเชื่อว่า มาจากสองเหตุผลหลัก

หนึ่งคือมุมมองเศรษฐกิจของทางการจีนตอนนี้ เชื่อว่ามาถึงจุดที่ความยากจนน้อยลงมาก แทนที่จะให้ความสำคัญแต่กับการขยายตัวของเศรษฐกิจ ก็สามารถกลับมาพุ่งเป้าไปที่เรื่องเสถียรภาพและความทั่วถึงแทนที่ได้

สองคือความต้องการสร้างต้นแบบธุรกิจสากลในแบบจีน แทนที่จะรอให้ต่างประเทศกดดันให้เปลี่ยน เพราะปัญหาของธุรกิจจีนในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่เรื่องการสร้างนวัตกรรมหรือต้นทุน แต่เป็นเรื่องของความน่าเชื่อถือและอุดมการณ์ จึงพยายามทำให้ทั่วโลกเห็นว่า “ถูกต้องในแบบจีน” ก็มีและดีเหมือนกัน

เมื่อเป็นแบบนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่นักลงทุนควรจะทำคือการกลับไปสำรวจพอร์ตของตัวเองในหลายแง่มุม

เรื่องแรกคือ ต้องพร้อมรับแรงปะทะเหล่านี้ อย่าหวังแต่การเติบโตที่สวยหรู

ไม่ต้องบอกนักลงทุนส่วนใหญ่ก็คงเดาได้ว่า อนาคตหุ้นเทคโนโลยีใหญ่ของจีนจะไม่ง่ายเหมือนเดิม ต้องถูกกดดันจากสามปราบปรามอย่างเลี่ยงไม่ได้

สอง ถ้าการเติบโตไม่มาตามนัด การลงทุนที่จะถูกกดดันมากที่สุดก็คือกลุ่มที่มีราคาแพงที่สุด

แม้เราจะไม่สามารถเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจากการเมือง แต่ฝั่งการเงิน ของแพงจะปรับตัวลงหนักกว่าของถูกเสมอ ดังนั้นก็ต้องไม่ลืมตรวจการลงทุนของเราด้วย ว่าราคาในปัจจุบันแพงเพราะอ้างอิงกับการเติบโตในอนาคตมากไปไหม

และสุดท้าย แม้นโยบายโดยรวมจะเข้มงวดแต่ถ้า “ตัวเล็ก นิสัยดี ไม่มีความลับ” ก็อาจได้จังหวะเกิด

นักลงทุนสามารถแก้เกมด้วยการลงทุนที่กระจายแทนที่จะกระจุก เลือกบริษัทเล็กมากกว่าบริษัทใหญ่ เลือกบริษัทที่ไม่ต้องใช้ข้อมูลมหาศาลก็ทำธุรกิจได้ และที่สำคัญต้องไม่ลืมที่จะตรวจสอบธุรกิจที่ลงทุน ว่ามีอุดมการณ์สอดคล้องกับภาครัฐจีนหรือไม่ด้วยครับ

162615521997

 ตัวอย่างเปรียบเทียบ ETF  ที่ลงทุนในจีนหลากหลายธีม จดทะเบียนในตลาด NYSE และ NASDAQ

KS = KraneShare; P/E และ P/B ย้อนกลัง 12 เดือนล่าสุด SD = Annualized Standard deviation ตั้งแต่จัดตั้งกองทุน

Source: Bloomberg และ UOBAM Thailand