วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

SME นั้นสำคัญไฉน?

เมื่อธุรกิจ SME อยู่รอด ภาคการค้าปลีกและบริการไทย ก็จะอยู่รอดได้เช่นกัน! แต่ SME ไทยอาจไม่สามารถอยู่รอดได้ง่าย ซึ่งไม่ใช่เพราะไม่มีศักยภาพ

แต่สภาพแวดล้อมไม่เอื้อให้เกิดการต่อยอด เติบโต โดยเฉพาะเมื่อติดปัญหาด้านการเงิน เพราะขาดโอกาสได้มาซึ่งสินเชื่อ เนื่องจากการประเมินความน่าเชื่อถือต่อ SME ในประเทศไทย เน้นให้ความสำคัญกับข้อมูลด้านการเงินเป็นหลัก ซึ่งตามเกณฑ์การประเมินดังกล่าว SME มักมีงบการเงินไม่น่าเชื่อถือ ขาดระบบบัญชีที่ดี และไม่มีการเก็บเอกสารการค้าอย่างเป็นระบบ เกณฑ์ประเมินนี้จึงมีความไม่เหมาะสมกับบริบทและคุณลักษณะของ SME

นิยามใหม่ SME วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และขนาดย่อย

จากการประมวลผลข้อมูลของ สสว. พบว่า จำนวน SME ทั่วประเทศ 3,070,177 ราย เป็น วิสาหกิจขนาดย่อม (Small) 3,029,525 ราย และวิสาหกิจขนาดกลาง (Medium) 40,652 ราย โดยเฉพาะในส่วนของวิสากิจขนาดย่อมได้รวมกลุ่มวิสาหกิจขนาดย่อย หรือ Micro เข้าไว้ด้วย ซึ่งตามนิยามใหม่ Micro คือ กลุ่มที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 1.8 ล้านบาท การจ้างงานไม่เกิน 5 คน ซึ่งมีจำนวนถึง 2,644,561 ราย และนับเป็นวิสาหกิจส่วนใหญ่ของประเทศ คิดเป็นสัดส่วน 85.74% ของจำนวนผู้ประกอบการรวมทั้งประเทศ ส่วนใหญ่เป็นกิจการในรูปแบบธุรกิจส่วนบุคคลมีจำนวนถึง 2,253,132 ราย ขณะที่กิจการในรูปแบบนิติบุคคลมีจำนวน 391,429 ราย

สำหรับกลุ่ม Micro ที่เป็นธุรกิจส่วนบุคคล พบว่า อยู่ในภาคการค้ามากที่สุด คิดเป็น 44.58% กิจการที่มีเป็นจำนวนมาก คือ การขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ รองลงมาอยู่ในภาคบริการ คิดเป็นร้อยละ 35.73 กิจการที่มีเป็นจำนวนมาก คือ บริการอาหารและเครื่องดื่ม และภาคการผลิต คิดเป็น 19.69% กิจการที่มีเป็นจำนวนมาก คือ การผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร

ส่วนกลุ่ม Micro ที่เป็นนิติบุคคล พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในภาคบริการ คิดเป็น 56.33% กิจการที่มีเป็นจำนวนมาก เช่น ธุรกิจก่อสร้างอาคาร รองลงมาอยู่ในภาคการค้า คิดเป็น 31.99% กิจการที่มีเป็นจำนวนมาก เช่น การขายส่งยกเว้นยานยนต์และจักรยานยนต์ และ ภาคการผลิต คิดเป็น 11.68% กิจการที่มีเป็นจำนวนมาก เช่น ธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร

ความน่าเชื่อถือของ SME มักใช้ตัวชี้วัด ทางการเงิน

สถาบันทางการเงินส่วนใหญ่มักจะประเมินความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการ SME โดยให้น้ำหนักและความสำคัญกับปัจจัยด้านการเงินเป็นหลัก มีการคำนึงถึงปัจจัยด้านที่ไม่ใช่การเงินไม่มากนัก ซึ่งไม่สอดคล้องกับคุณลักษณะ และบริบทของระบบข้อมูลผู้ประกอบการ SME ของไทย ทำให้ SME จำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้

แม้ว่า ตัวชี้วัดด้านการเงิน (Financial Data) จะมีความเหมาะสมในการนำมาคิดประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของ SME แต่ในความเป็นจริง SME (โดยเฉพาะระดับ Micro SME) ไม่ได้มีความพร้อมทางด้านข้อมูลและบัญชีทางการเงินถึงขนาดที่จะนำมาวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือได้ ด้วยเหตุนี้ข้อมูลด้านที่ไม่ใช่การเงิน (non-financial data) จึงควรเข้ามามีบทบาทสำคัญในการที่จะเสริมหนุน ให้ SME มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น. หากเกณฑ์การประเมินสำหรับ SME ถูกจำกัดตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือด้วยข้อมูลทางการเงินเท่านั้น SME ไทยจะขาดโอกาสต่อยอดธุรกิจ

ปัญหาหลักในการประเมินความน่าเขื่อถือของ SME คือยังขาดระบบฐานข้อมูลและหน่วยงานที่ทำหน้าที่ประเมินความน่าเชื่อถือของ SME เป็นการเฉพาะ หน่วยงานในประเทศไทยที่ประเมินความน่าเชื่อถือของ SME ส่วนใหญ่เป็นแหล่งทุน มักใช้ข้อมูลด้านการเงิน โดยเฉพาะ งบดุลบัญชีและงบกำไรขาดทุน ในการตัดสินใจอนุมัติสินเชื่อให้แก่ SME นอกจากนี้ ภาครัฐไม่ได้ให้การสนับสนุนแก่ SME อย่างทั่วถึงและเพียงพอ โดยเฉพาะระดับ microenterprise ซึ่งมีจำนวนมากและยังไม่ได้เข้าสู่ระบบ จึงเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ความช่วยเหลือของภาครัฐอาจจะไม่ครอบคลุมไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้ครบ ในขณะเดียวกัน Ecosystem ของไทยก็ไม่จูงใจให้ SME เข้าสู่ระบบส่วนความช่วยเหลือด้านการค้ำประกันสินเชื่อให้แก่ SME ของไทยนั้น บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ซึ่งเป็นหน่วยงานเดียวของรัฐที่ทำหน้าที่ค้ำประกันสินเชื่อให้แก่ SME ก็มีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณที่นำมาใช้ค้ำประกัน รวมทั้งการขาดหน่วยงานที่รับประกันต่อ (Re-Guarantee) ทำให้เป็นข้อจำกัดทางการเงินอีกประการแก่ บสย. และการเข้าถึงสินเชื่อของ SME

ค้าปลีก ตัวช่วยคัดกรอง SME แก่สถาบันการเงิน

เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องใหม่ของหลายคนแต่เป็นเรื่องที่เป็นไปได้และตรงเป้าที่สุด ธุรกิจค้าปลีกเปรียบเสมือนแพลตฟอร์มใหญ่ที่เชื่อมต่อผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย เกษตรกร สู่ผู้บริโภค การพิจารณาสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการและเกษตรกรกว่า 400,000 รายผ่านแพลตฟอร์มธุรกิจค้าปลีกและบริการจะเป็นช่องทางที่จะถึงมือผู้ประกอบการโดยตรงและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินและภาคค้าปลีกและบริการ จะสามารถส่งต่อให้ SME ได้ทันทีไม่น้อยกว่า 50,000-100,000 ผู้ประกอบการ

แพลตฟอร์มค้าปลีกและบริการจึงเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างสถาบันการเงินและ SME แพลตฟอร์มจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ โดย ก่อเกิดหนี้เสีย NPLต่ำ การพิจารณาให้สินเชื่อร่วมกันระหว่างสถาบันการเงินและภาคค้าปลีกผ่านแพลตฟอร์มค้าปลีก จึงเป็นการให้ “สินเชื่อ” ที่ตรงเป้าและมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลทันที!