ผมเชื่อว่า “ผู้นำทุกยุคทุกสมัย” ก็มีคุณสมบัติพื้นฐานที่เหมือนๆ กัน
จะแตกต่างกันไป ก็เนื่องจากสภาพแวดล้อม เทคโนโลยีและนวัตกรรมของยุคสมัยต่างๆ ที่เปลี่ยนไปเท่านั้นเอง
จนถึงวันนี้ หากจะยึดเอา “ความสำเร็จ” และ “การบรรลุเป้าหมาย” ของผู้นำเป็นสำคัญแล้ว ก็น่าจะถึง “ผู้นำยุคสุดท้าย” เพราะแม้จะมีผู้นำใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากตำราวิชาการและเกิดจากการถอดรหัสความสำเร็จจากประสบการณ์ของผู้นำยุคต่างๆ ก็ตาม เราก็จะเห็น “คุณสมบัติร่วม” ของผู้นำที่ไม่แตกต่างกันมากนัก
พูดง่ายๆ ว่า “ผู้นำ” จะต้องมี “ผู้ตาม” เสมอ วิธีการวัด “ความเป็นผู้นำ” ที่ง่ายที่สุดในวันนี้ จึงอยู่ที่ “จำนวนผู้ตาม” มากน้อยเพียงใด เพราะความสำเร็จหรือผลสัมฤทธิ์ของผู้นำมักจะเกิดจากความสามารถในการนำและจูงใจให้ผู้ตามร่วมมือร่วมใจกันทำงาน ให้เกิดความสำเร็จตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้
ทุกวันนี้ ปัญหาสำคัญของผู้นำ (ผู้บริหาร) ก็คือ “การไม่ (ยอม) เปลี่ยนแปลง” ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เนื่องจาก 2 ลักษณะต่อไปนี้
(1) ตามการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ทัน จึงนำพาองค์กรไปสู่ทางตัน
(2) ตามการเปลี่ยนแปลงของโลกทัน แต่วางเฉยไม่ยอมเปลี่ยนแปลง หรือ ไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง (รอโอกาสและรอจังหวะเหมาะสม) หรือ ไม่ทราบว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร เป็นต้น จนสายเกินแก้
เรายังจำภาพที่ผู้บริหารสูงสุดของโนเกีย (NOKIA) ได้ไหมครับ ท่านนั่งปิดตาร่ำไห้ด้วยความเสียใจที่ทำให้ “โนเกีย” ถึงจุด (ใกล้) จบในวันนั้น และสารภาพต่อหน้าธารกำนันผ่านสื่อระดับโลก ด้วยการพูดว่า “เราไม่ได้ทำอะไรผิดเลย แต่เราก็ไปไม่รอด” (We didn’t do anything wrong, but somehow, we lost.)
แม้จะไม่ได้ทำอะไรผิด แต่การนิ่งเฉยโดยไม่ทำอะไรเลย ได้ทำให้ “โนเกีย” ล้าหลังและตกยุค ดังนั้น “ความล้มเหลว” ของโนเกีย จึงมาจากการตามการเปลี่ยนแปลงไม่ทัน ทำให้ไม่มี “นวัตกรรม” ออกสู่ตลาด (ในขณะที่มี Smart Phone ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ของคู่แข่ง ได้วางตลาดอย่างต่อเนื่อง)
บทเรียนของโนเกียจึงสอนให้ CEO ขององค์กรต่างๆ ทั่วโลกได้รู้ว่า “ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลง เราก็จะถูกกำจัดออกจากเวทีของการแข่งขันในที่สุด” (if you don’t change, you shall be removed from the competition)
ผู้นำในวันนี้ (ผู้นำยุค 4.0) ต่างต้องเผชิญกับความท้าทายในโลกที่เรียกกันว่า “VUCA World” อันเป็นตัวย่อของคำต่อไปนี้
V : Volatility เป็น “โลกแห่งความแปรเปลี่ยน” ได้ง่าย หรือ ผันผวนเร็ว คือไม่มีเสถียรภาพและพยากรณ์เรื่องต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ยาก
U : Uncertainty เป็น “โลกแห่งความไม่แน่นอน” คือไม่สามารถฟันธงบอกได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ และจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากน้อยอย่างไรบ้าง
C : Complexity เป็น “โลกแห่งความซับซ้อน” คือของที่ปรากฏแก่สายตา มองดูแล้วดูเหมือนใช่ แต่ก็ไม่ใช่ จึงเป็นโจทย์หรือสมการที่ซับซ้อนและหาคำตอบได้ยาก
A : Ambiguity เป็น “โลกแห่งความคลุมเครือ” คือไม่ชัดเจน ไม่สามารถแยกได้ชัดว่า สีขาวหรือสีดำ เพราะที่มองเห็น จะเป็นสีเทาๆ เท่านั้น
โลกของ VUCA World นี้ จึงเป็นตัวชี้วัด “คุณภาพของผู้นำ” ในปัจจุบันที่วัดกันด้วยผลลัพธ์ (ความสำเร็จหรือความล้มเหลว) ในการบริหารจัดการคือ ถ้าสำเร็จ องค์กรก็จะเติบโตและกำไรอย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าล้มเหลว องค์กรก็จะขาดทุนจนต้องเลิกกิจการในที่สุด
กรณีสถานการณ์ COVID-19 ก็คือตัวอย่างหนึ่งของ VUCA World ที่รอคอยการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม
ทั้งหมดทั้งปวงนี้ ทำให้ผู้นำในปัจจุบันกลายเป็น “ผู้นำยุคสุดท้าย” ที่ต้องมีวิสัยทัศน์ และผลสัมฤทธิ์ทางการบริหารจัดการที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ที่ทำให้ “ผู้ตาม” มีความศรัทธา และไว้วางใจ เพื่อจะได้ร่วมแรงร่วมใจกับผู้นำ มุ่งมั่นดำเนินการเพื่อก้าวสู่จุดหมายปลายทางที่วางไว้
“ผู้นำยุคสุดท้าย” จึงต้องอาศัย ทักษะ ความรู้ ความชำนาญและทัศนคติ อันหลากหลาย แต่ต้องผสมกลมกลืนอยู่ใน “คนคนเดียว” อย่างเหมาะเจาะลงตัว ทั้งทางทฤษฎีวิชาการและประสบการณ์ ในการนำพาผู้ตามและองค์กรสู่เป้าหมาย
“ผู้นำยุคสุดท้าย” จึงเป็นผู้นำที่ไม่เพียงแต่ทำเพื่อตนเองและองค์กรเท่านั้น แต่ยังต้องทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมและสังคมด้วย เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตของทุกผู้คนในสังคมโลกดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ครับผม!






