วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ลานีญา' โอกาสสุดท้ายเติมน้ำเข้าเขื่อนไว้ใช้ปีหน้า

ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักๆของประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือ, ภาคกลาง, และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักๆของประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือ, ภาคกลาง, และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลายแห่งยังน่ากังวล โดยบางแห่งมีปริมาณน้ำกักเก็บในปริมาณที่ต่ำกว่าปี 2562 ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งถือเป็นโชคร้ายของประเทศไทยที่ในปี 2562 แม้จะไม่มีปรากฏการณ์พิเศษที่ทำให้เกิดภัยแล้งอย่าง ปรากฏการณ์เอลนีโญ แต่ฝนที่ตกในฤดูฝนปี 2562 กลับไม่เข้าเขื่อน ทำให้เกิดภัยแล้งรุนแรงในปี 2563 กระทบต่อภาคการเกษตร และหากปริมาณน้ำในเขื่อนยังอยู่ในระดับที่ต่ำต่อเนื่องเช่นที่เกิดขึ้นในปี 2563 ก็อาจจะเป็นข่าวร้ายต่อภาคการเกษตรของไทยในปี 2564 ที่ยังต้องเผชิญภัยแล้งต่อเนื่องอีกปีก็เป็นได้  อย่างไรก็ดีจากการพยากรณ์ล่าสุดโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายแห่งทั่วโลก อาทิ Climate Prediction Center ของสหรัฐฯ และ กรมอุตุนิยมวิทยาของออสเตรเลีย สอดคล้องกันคือ คาดจะเกิดปรากฏการณ์ลานีญาในช่วง ต.ค.นี้จนถึงต้นปี 2564

ปรากฏการณ์ลานีญา คือ ปรากฏการณ์ที่ส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนในภูมิภาคเอเชียสูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยปกติ และมีโอกาสที่จะทำให้อุณหภูมิในภูมิภาคเอเชียลดต่ำลงกว่าปกติเช่นกัน ในทางกลับกันปริมาณน้ำฝนในทวีปอเมริกาจะกลับลดลงจนอาจเกิดภัยแล้งได้ ซึ่งตัวอย่างปรากฏการณ์ลานีญาครั้งรุนแรงที่ผมเชื่อว่าคนไทยยังจำกันได้คือ เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ปี 2554 ซึ่งในช่วงนั้นเกิดปรากฏการณ์ลานีญาครั้งรุนแรงในปี 2553-55 จึงอาจเป็นโชคดีของไทยหากการเกิดปรากฏการณ์ลานีญาทันช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูฝนคือเดือน ต.ค. หากไม่โชคร้ายจนเกินไปนักเช่นที่เกิดขึ้นในปี 2563 คือฝนตกไม่เข้าเขื่อน สถานการณ์ปริมาณน้ำสำหรับการทำการเกษตรในปี 2564 น่าจะดีขึ้นหากเทียบกับปี 2563 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีบางพื้นที่อาจจะเผชิญเหตุการณ์น้ำท่วมจากปริมาณน้ำฝนที่อาจจะมากกว่าปกติได้เช่นกัน

ผลกระทบของปรากฏการณ์ลานีญาต่อบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย อาจแตกต่างกันไปตามแต่ละอุตสาหกรรม โดยบางอุตสาหกรรมอาจได้ผลเชิงบวกแต่บางอุตสาหกรรมอาจได้รับผลกระทบเชิงลบ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการที่มีการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ อย่าง CKP และ BCPG คาดจะได้รับประโยชน์เชิงบวกจากปริมาณน้ำในเขื่อนที่มีโอกาสเพิ่มขึ้น ส่งผลบวกต่อปริมาณการผลิตกระแสไฟฟ้า, ผู้ประกอบการฟาร์มเลี้ยงสัตว์ อาทิ CPF, GFPT, TFG อาจได้รับผลกระทบด้านลบหากต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์อย่าง ถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปรับขึ้น จากภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นในฟากฝั่งทวีปอเมริกา (ทั้งเหนือและใต้) เนื่องจากทวีปอเมริกาเป็นแหล่งเพาะปลูกและส่งออกถั่วเหลืองและข้าวโพดหลักของโลก

ขณะเดียวกันฝั่งราคาขายเนื้อสัตว์ในประเทศโดยเฉพาะเนื้อหมูที่ปรับขึ้นมากอาจทำให้ภาครัฐต้องเข้ามากำหนดเพดานราคาขาย จึงมีความเสี่ยงที่อัตรากำไรของผู้ประกอบการฟาร์มเลี้ยงสัตว์จะลดลงได้ ในทางกลับกันผู้ผลิตอาหารสัตว์ อย่าง TVO อาจได้อานิสงส์จากราคาถั่วเหลืองที่เป็นแนวโน้มขาขึ้น เนื่องจากมีโอกาสที่จะทำกำไรจากสต๊อกถั่วเหลือง, ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรรมที่เกี่ยวข้องกับยางพาราและน้ำมันปาล์ม อาจต้องเข้มงวดในการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ และบางรายมีโอกาสที่จะทำกำไรจากสต๊อกได้ เนื่องจากราคายางพาราและน้ำมันปาล์มมีโอกาสที่จะปรับขึ้นหากเกิดปรากฏการณ์ลานีญาที่ทำให้ปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้นผิดปกติ (ฝนตกต่อเนื่อง เป็นอุปสรรคต่อการกรีดยาง, โอกาสเกิดน้ำท่วมซึ่งจะกระทบต่อผลผลิต เป็นต้น) ทั้งนี้ผมเพียงยกตัวอย่างการวิเคราะห์เบื้องต้นเท่านั้น นักลงทุนและผู้อ่านควรติดตามข้อมูลเพื่อทำการวิเคราะห์เพิ่มเติม

กลับมาที่ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET index ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมายังเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway down ตามคาด เนื่องจากไม่มีปัจจัยสนับสนุนด้านบวกใหม่ๆเข้ามาในตลาดฯ ขณะที่ Valuation เริ่มตึงตัว โดยเฉพาะหากพิจารณาปัจจัยระยะสั้น อย่าง Trailing PE (พิจารณาราคาเทียบกับ EPS รวม 4 ไตรมาสย้อนหลัง) ที่พุ่งขึ้น หลังจากการรายงานผลการดำเนินงาน 2Q63 ที่เริ่มรับรู้ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เต็มไตรมาส (ล่าสุด Trailing PE ของดัชนี SET index เท่ากับ 22 เท่า)

อย่างไรก็ดีหากพิจารณาปัจจัยระยะกลาง-ยาว ร่วมในการพิจารณาตัดสินใจลงทุน อาทิ Earnings yield gap, Cyclical Adjusted PE (CAPE) เป็นต้น จะพบว่า Earnings yield gap 3.5% และ CAPE ที่ 16 เท่า ยังอยู่ในระดับที่ยอมรับการลงทุนได้ เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำขณะนี้ และอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มที่จะต่ำต่อเนื่องในปีหน้า ดังนั้นผมยังคงแนะนำว่าการพักฐานของดัชนี เป็นโอกาสในการซื้อสะสมหุ้นพื้นฐานดีที่มีแนวโน้มผลการดำเนินงานฟื้นตัวได้ในปีหน้า