วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

เหตุใดเรื่อง'แบงก์ล้ม' จึงไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในวิกฤติโควิด

เหตุใดเรื่อง'แบงก์ล้ม' จึงไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในวิกฤติโควิด

ไม่กี่วันนี้ มีความเห็นและวิวาทะอันร้อนแรงยิ่งบนโลกโซเชียล ว่าด้วยเรื่องอาจจะมี “แบงก์ล้ม” ผมจึงขออนุญาตให้ความเห็นโดยประกอบด้วยมุ

 1) วิกฤติโควิดไม่ใช่วิกฤติสถาบันการเงิน

      ทุกครั้งที่มีวิกฤติเศรษฐกิจ ผู้คนจำนวนมากจะนึกย้อนไปถึงวิกฤติ 2540 ที่มักจะเรียกกันว่าเป็นวิกฤติสถาบันการเงิน คือสินเชื่อรายใหญ่ล้มละลาย และลากเอาสถาบันการเงินซวนเซกันไปทั้งระบบ 

               ส่วนโควิดนั้น แม้สงครามยังไม่จบ แต่หากดูสัญญาณในตลาดทุน เราพอจะกล่าวได้ว่า โควิดเป็นวิกฤติ SMEs และการจ้างงาน คนกระทบหนักคือคนที่มีเงินออมน้อย ส่วนคนตัวใหญ่ที่มีเงินออมมาก รวมทั้งบริษัทขนาดใหญ่ถือว่าได้รับผลกระทบน้อย

 2) แบงก์อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์สากล

                ​กฎเกณฑ์การควบคุมดูแลธนาคารพาณิชย์ที่แบงก์ชาติใช้อยู่เป็นมาตรฐานที่ใช้ทั่วโลก ที่เรียกกันว่า Basel กฎเกณฑ์นี้แบงก์ชาติไทยไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่เป็นเพียงผู้นำมาใช้ดูแลแบงก์พาณิชย์ในประเทศ เจ้าของเกณฑ์ที่ว่าคือ Bank of International Settlement หรือ BIS ซึ่งเป็นเหมือนธนาคารกลางของแบงก์ชาติทั่วโลกอีกที เกณฑ์ที่ว่านี้ยิ่งเข้มข้นทวีคูณหลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008-2009 และมีส่วนสำคัญทำให้เสถียรภาพของธนาคารพาณิชย์ทั่วโลกแข็งแรงขึ้นในช่วงสิบปีที่ผ่านมา

 3) รอบนี้แบงก์เป็นจุดแข็งเหนือทุกวิกฤติ

                ​แบงก์พาณิชย์ถือเป็นจุดที่ได้รับแรงกระแทกน้อย เป็นเช่นนี้ทั้งแบงก์พาณิชย์ไทยและทั่วโลก เราจึงเห็นเงินไหลออกจากทรัพย์สินเสี่ยงต่าง ๆ เข้าสู่จุดที่ปลอดภัยคือเงินฝากแบงก์พาณิชย์ แบงก์พาณิชย์ยังถูกมอบหมายให้รับบทหนักเป็นแกนหลักในการส่งผ่านมาตรการความช่วยเหลือจากภาครัฐไปยังเซลล์ต่าง ๆ ในเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการผ่อนผันการชำระหนี้ ซอฟต์โลน ไปจนถึงการเข้าพยุงตลาดตราสารหนี้

                ​นับจากต้นปี เงินฝากในระบบแบงก์พาณิชย์ไทยขยายตัว 10% อัตราส่วนเงินกองทุนที่เรียกกันว่า BIS ratio อยู่ที่ 19% กว่า ๆ ซึ่งถือว่าสูงกว่าแบงก์ขนาดใหญ่ในสิงคโปร์ และยังมีอัตราส่วนสภาพคล่องที่เรียกว่า Liquidity Coverage Ratio หรือ LCR ซึ่งคงไม่เกินจริงนักหากจะบอกว่าแบงก์พาณิชย์ไทยมีตัวเลข LCR อยู่ในระดับโลกกล่าวคือ แบงก์ขนาดใหญ่ ๆ ในยุโรป รวมทั้งแบงก์ของสิงคโปร์อยู่ในช่วง 150-160% แต่ของระบบแบงก์พาณิชย์บ้านเรา ณ สิ้นเดือนมิถุนายนอยู่ที่ คือ 183% (ยิ่งมากยิ่งดี)

 4) พลังของ QE และการเข้าแทรกแซงของธนาคารกลาง

                ​สิ่งที่แตกต่างอย่างยิ่งระหว่างวิกฤติในปี 2540 และ 2563 นั้น คือปี 2540 แบงก์ชาติอยู่ในสภาพช่วยเหลือตนเองและเศรษฐกิจไม่ได้ แต่กลับมาความพร้อมและแข็งแรงอย่างยิ่งในครั้งนี้ ธนาคารกลางหลายๆประเทศประกาศมาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์ในตลาดการเงินโดยตรง ที่เราอาจคุ้นเคยกันในชื่อเหมารวมว่า Quantitative Easing หรือ QE ที่หลายๆประเทศนำมาใช้ในปริมาณที่เรียกว่าใหญ่โตที่สุดในประวัติศาสตร์ ระดับ 10% ของ GDP

              ของแบงก์ชาติเราเอง แม้จะไม่ได้ประกาศโครงการ QE อย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้ดำเนินนโยบายแทรกแซงตลาดอย่างพัลวันในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน ​สิ่งที่เรียกว่า Mutual Fund Liquidity Facility ที่เป็นปราการรองรับแรงกระแทกการเทขายหุ้นกู้และหน่วยลงทุนกองทุนรวม มียอดคงค้างลดลงจาก 56 พันล้านบาทเมื่อ 24 เมษายน เหลือ 27 พันล้านบาทในปลายเดือนสิงหาคม แรงเทขายพันธบัตรจากนักลงทุนต่างชาติมโหฬารเกือบหนึ่งแสนล้านบาทในเดือนมีนาคมเดือนเดียว ถูกดูดซับได้อย่างรวดเร็วจากการเข้าพยุงตลาดของแบงก์ชาติ

               การประกาศใช้ QE แบงก์ชาติทั่วโลกมีส่วนทำให้ความหวาดกลัวว่าระบบตลาดการเงินจะพังทลายบรรเทาลงในเวลาอันสั้น และมีส่วนทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว หรือตกน้อยกว่าที่หลาย ๆ ฝ่ายประเมินไว้ และต้องบอกว่า การฟื้นตัวเร็วในตลาดทุนย่อมจะส่งผลดีไม่ทางตรงก็ทางอ้อมต่อบริษัทผู้ก่อหนี้ทั้งหลายและต่อตัวแบงก์พาณิชย์เอง

 5) หน้าตาของ NPL ไม่เหมือนปี 2540

                ​จุดเปราะของแบงก์พาณิชย์ไทยและทั่วโลกในวิกฤตินี้คือ NPL ของเราเองนั้นหากจะแบ่งออกเป็นสินเชื่อรายใหญ่กับรายย่อย สามารถสรุปได้เลยว่า รายใหญ่ไม่ได้มีปัญหามากอย่างเป็นระบบ รายที่ทำท่าว่าจะมีปัญหา แบงก์พาณิชย์ก็เข้าไปโอบอุ้ม สัญญาณในตลาดตลาดหุ้นกู้ซึ่งเป็นตลาดระดมเงินทุนของบริษัทขนาดใหญ่กลับมาปกติมากแล้ว (แม้จะยังไม่แข็งแรงเท่ากับก่อนโควิด)

                ที่ยังน่าเป็นห่วงคือ SMEs และรายย่อย แต่อย่างน้อย สัดส่วนใหญ่คือลูกค้าบริษัทขนาดใหญ่น่าจะถือได้ว่าแข็งแรงพอและไม่น่าจะลากเอาสถาบันการเงินซวนเซไปด้วย อันเป็นฉากสำคัญของวิกฤติปี 2540

                 สุดท้ายนี้ ผู้เขียนเห็นว่า แม้สงครามโควิดยังไม่จบ แต่ก็น่าจะเลยมาเกินครึ่งทางแล้ว จริงอยู่ว่าเราไม่ควรด่วนสรุปว่าแบงก์พาณิชย์ไทยจะคลาดแคล้วเสียทีเดียว เพียงแต่ว่า ข้อมูลเชิงประจักษ์เท่าที่มีอยู่ผ่านการมองลงไปในตัวคุณภาพของแบงก์พาณิชย์ และการมองไปที่ปัจจัยแวดล้อม ก็ต้องบอกว่า ยังไม่เห็นสัญญาณ “แบงก์ล้มด้วยปัจจัยต่างๆที่เรียนไปทั้งหมดครับ