background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

‘โดนัลด์ ทรัมป์’ จะรอดไหม?

‘โดนัลด์ ทรัมป์’ จะรอดไหม?

มื่อเช้าวันพุธที่ผ่านมา นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ได้ประกาศเริ่มต้นกระบวนการถอดถอน (impeachment) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ในข้อหากระทำการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยกดดันนายโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ให้มีการสอบสวนนายโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ และนายฮันเตอร์ ไบเดน บุตรชาย ด้วยข้อหาที่ทั้งคู่ได้ทำการคอร์รัปชั่น โดยทรัมป์ได้เคยระบุว่านายไบเดนพยายามใช้ตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐในการช่วยเหลือบุตรชาย โดยพยายามมิให้เจ้าหน้าที่ยูเครนตรวจสอบบริษัทแห่งหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับนายฮันเตอร์

นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ได้สั่งระงับการให้งบช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนมูลค่าเกือบ 400 ล้านดอลลาร์ในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนที่จะโทรศัพท์ติดต่อนายเซเลนสกีในประเด็นดังกล่าว

ทำให้มองกันว่าทรัมป์กำลังใช้งบช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐเพื่อกดดันนายเซเลนสกีให้มีการสอบสวนนายไบเดน และบุตรชาย โดยหากทรัมป์ประสบความสำเร็จในการสกัดนายไบเดน (ซึ่งโพลหลายสำนักที่ทำออกมา ปรากฎว่าไบเดนนำทรัมป์อยู่หลายแต้ม) ออกจากการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ เขาก็มีแนวโน้มสูงที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอีกสมัย จึงนำมาซึ่งเกิดกระบวนการถอดถอนทรัมป์ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีดังกล่าว

โดยขณะนี้ ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือ Housing Judiciary Committee มาสอบสวนข้อกล่าวหาต่อทรัมป์ เพื่อเตรียมส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาว่ามีมูลหรือไม่ หากปรากฎว่ามีมูล ก็จะมีการโหวตในสภาผู้แทนราษฎร โดยหากจะส่งต่อไปยังวุฒิสภาได้ต้องมีคะแนนเกินครึ่งหนึ่ง จากนั้น ต้องโหวตในวุฒิสภา หากจะเอาผิดทรัมป์ได้ต้องมีคะแนนเกินสองในสาม ซึ่งยังไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดเคยถึงจุดที่โดนวุฒิสภาโหวตให้ออก โดยริชาร์ด นิกสัน ในคดีวอเตอร์เกต นั้น ตัวเขาก็ลาออกก่อน ส่วนแอนดริว จอห์นสันนั้น ก็รอดจากกระบวนการถอดถอนเช่นกัน

คราวนี้ มาย้อนพิจารณากรณีการถอดถอนครั้งอื้อฉาวที่หลายคนยังจำได้ ซึ่งทำให้ บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครต ต้องเผชิญกับกระบวนการถอดถอนจากตำแหน่ง ในปี 1998 จากข้อหาที่เขามีสัมพันธ์ทางเพศกับโมนิกา ลูวินสกี อดีตเด็กฝึกงานที่ทำเนียบขาวซึ่งคลินตันปฏิเสธในตอนแรก

แม้คลินตันจะดูเหมือนเพลี่ยงพล้ำ แต่เหตุการณ์นี้กลับทำให้คลินมีความมั่นคงทางการเมืองสูงยิ่งขึ้น ผลสำรวจ พบว่าประชาชนกว่า 64% ให้การสนับสนุนคลินตันต่อไป มีเพียง 31% ที่บอกว่าเขาสมควรถูกถอดถอน

โดยผลของการโหวตในสภาผู้แทนราษฎร ปรากฎว่าลงมติให้ถอดถอนคลินตันจากกรณีเบิกความเท็จต่อคณะลูกขุนใหญ่ และขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ส่วนความเห็นของประชาชน พบว่าพวกเขาไม่เห็นด้วยกับการถอดถอน โดยคะแนนนิยมของคลินตันพุ่งขึ้นเป็น 73% ซึ่งเป็นตัวเลขสูงที่สุดนับแต่วันที่เขาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี

สำหรับการโหวตในวุฒิสภา  แม้ตอนนั้นฝ่ายรีพับลิกันจะเป็นฝ่ายครองเสียงข้างมาก โดยรีพับลิกันมี 55 เสียง และเดโมแครต 45 แต่ผลกลับไม่ได้ออกมาตามคาด และได้มีมติให้คลินตันไม่มีความผิดฐานเบิกความเท็จ 55 เสียง  ต่อ 45 เสียง โดยได้คะแนนจากฝ่ายรีพับลิกันมาเพิ่ม 10 เสียง ส่วนข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรมมีคะแนนเสียงเท่ากัน 50 ต่อ 50 การพิจารณาครั้งนี้จึงจบลงด้วยชัยชนะของคลินตัน

มาถึงกรณีของการถอดถอนทรัมป์ออกจากตำแหน่งผู้นำสหรัฐนั้น ผมมองประเด็นดังกล่าว ดังนี้

หนึ่ง คาดว่านางเพโลซีน่าจะมีการติดต่อกับผู้ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับนายทรัมป์ที่ไม่ได้เปิดเผยตัว (Whistleblower) ซึ่งมีแหล่งข่าวหลายกระแสให้ความเห็นว่าน่าจะมีหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อระหว่างนายทรัมป์กับนายเซเลนสกี้เพิ่มเติม นอกเหนือจากเอกสารการถอดเทปสนทนาประเด็นลูกชายโจ ไบเดน ระหว่าง ทรัมป์กับเซเลนสกี้ ผู้นำยูเครน ที่ทำเนียบขาวส่งให้นางเพโรซีที่ออกมาให้เห็นกับทางสื่อเมื่อวานนี้ ซึ่งว่ากันว่าจะเป็นกลเม็ดเด็ดมัดตัวนายทรัมป์ คล้ายกับที่อดีตผู้นำสหรัฐนิกสันที่ยอมจำนนต่อหลักฐานบันทึกการสนทนาระหว่างตัวเขากับผู้เกี่ยวข้องในคดีวอเตอร์เกต

คำถามสำคัญ คือ ผู้ที่เป็น Whistleblower ตัวจริงนั้นเป็นใคร? และจะกล้าพอที่จะมาให้การต่อสภาคองแกรสหรือไม่ ซึ่งนางเพอโลซีต้องเก็บตัวคนๆนี้ไว้จนถึงนาทีสุดท้าย ก่อนที่จะมาให้การต่อสภาเพื่อความปลอดภัยทั้งในกายภาพและในทางจิตวิทยาของเจ้าตัว โดยหมากของนางเพโลซีนั้น ถือว่าเสี่ยงพอควร ถ้าเกิดชาวอเมริกันจะมองว่ากระบวนการดังกล่าว ถือเป็นการรังแกนายทรัมป์ ซี่งก็อาจเป็นเช่นนั้นได้ในอนาคต หากมีเหตุการณ์ที่ทรัมป์สามารถสร้างขึ้นมาเพื่อให้กระแสของชาวอเมริกันมองไปในทิศทางนั้น

หากสังเกตให้ดีคะแนนเสียงของอดีตผู้นำสหรัฐ คลินตัน คะแนนนิยมกลับมากระเตื้องดีขึ้นในช่วงท้ายๆของคดีกับเลวินสกี้ที่กำลังงวดล งในช่วงการโหวตในวุฒิสภาของกระบวนการถอดถอนผู้นำ แม้คะแนนนิยมของทรัมป์ในวันนี้จะเทียบกับคลินตันในตอนนั้นไม่ได้เลยก็ตามที ดังนั้นหมัดเด็ด Whistleblower ต้องเก็บเป็นไฮไลต์ในช่วงไคล์แมกซ์เท่านั้น

สอง แม้ว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ จะเกี่ยวข้องกับยูเครน ทว่ารัสเซียเองถือว่ามีความใกล้ชิดทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจกับยูเครน ซึ่งประจวบเหมาะกับรายงานขั้นสุดท้ายในประเด็นความเกี่ยวข้องของรัสเซียต่อการเลือกตั้งใหญ่ผู้นำสหรัฐปี 2016 ของโรเบิร์ต มุลเลอร์ จะออกมาสู่สาธารณชนในเดือนเมษายน 2020 ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น คาดว่ากระบวนการถอดถอนผู้นำสหรัฐจะเข้าสู่จุดสูงสุดพอดี ซึ่งประเด็นของมูลเลอร์อาจจะมาผนวกกับประเด็นกระบวนการถอดถอนนี้ ซึ่งยิ่งทำให้นายทรัมป์ต้องเปิดศึกหลายด้านเข้าไปอีก

สาม จุดสำคัญต้องมีการพิสูจน์ว่าหลักฐานที่ได้ จะสามารถชี้ชัดว่าทรัมป์ใช้อำนาจในหน้าที่กระทำการที่ผิดอย่างรุนแรงแบบชัดเจนหรือ Smoking Gun ที่อดีตผู้นำสหรัฐ นิกสัน ต้องเผชิญก่อนที่จะตัดสินใจลาออกก่อนที่วุฒิสภาจะโหวตในการถอดถอนออกจากตำแหน่ง ซึ่งตรงนี้ ยังถกเถียงถึงหลักฐานต่อทรัมป์ในตอนนี้ ไปถึงจุด Smoking Gun แล้วหรือยัง

ท้ายสุด หากจะให้ประเมินถึงโอกาสที่ทรัมป์จะรอดจากกระบวนการถอดถอนนี้หรือไม่? ผมประเมินว่ากรณีของทรัมป์ดูจะเลวร้ายน้อยกว่าคดีวอเตอร์เกตของนิกสัน ทว่าก็ดูแย่ไม่แพ้ หรืออาจจะเลวร้ายกว่ากรณีคลินตันกับเลวินสกี้  ในแง่ของการไปพาดพิงต่อนายไบเดน ซึ่งเป็นผู้ที่มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นผู้ท้าชิงในศึกเลือกตั้งผู้นำสหรัฐในปี 2020  กับผู้นำยูเครน

ดังนั้น ผมจึงให้โอกาสที่ทรัมป์จะรอดในงานนี้เพียงแค่ราวสองในสาม แม้พรรครีพับลิกันจะมีเสียงข้างมากในวุฒิสภา ที่การถอดถอนทรัมป์จะสำเร็จนั้น จะต้องการเสียงเยอะถึงสองในสามเป็นอย่างน้อยในการถอดถอนผู้นำสหรัฐออกจากตำแหน่งในครั้งนี้ก็ตามครับ