ครั้งหนึ่งในการประชุมเพื่อแก้ไขความขัดแย้งจากการดูแลรักษาผู้ป่วยทางการแพทย์ ณ สถานพยาบาลรัฐ กมธ.สาธารณสุข เชิญผู้ชี้แจง
จากสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข แพทยสภา สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงฝ่ายกฎหมาย ทั้งๆ ที่หัวข้อนี้ประชุมมา 2 - 3 ครั้งแล้ว ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างเหมือนเดิม คำพูดเดิมๆ คำอธิบายเดิม คำถามก็เดิมๆ
ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการออกกฎหมายที่ทำเป็นร่างไว้นานแล้ว คือร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาทางการแพทย์ แต่คลอดไม่ได้สักที ฟังแล้วก็คิดว่าคงไม่มีทางออกมาเป็นกฎหมาย แท้ง! แน่นอน
เหตุผลก็ง่ายๆ 1. คดีทางการแพทย์ตั้งแต่ปี 2539 - 2561 รวม 22 ปี มีแค่ 355 คดี เฉลี่ยปีละไม่เกิน 20 คดี น้อยยิ่งกว่าน้อย เมื่อเทียบกับคดีอื่นที่เป็นหมื่นเป็นแสนคดีต่อปี จำนวนคดีที่น้อยมากแทบไม่อยู่ในตารางสำนวนของศาลแบบนี้ คงไม่ทำให้ใครสนใจมากนัก 2. ศาลที่พิจารณาคดีทางการแพทย์มีถึง3 ศาล คือศาลแพ่งและคดีผู้บริโภค ศาลอาญา และศาลปกครอง ผู้เสียหายเลือกเอาจะฟ้องที่ไหน 3. คดีผู้บริโภคเกือบทั้งหมดจบลงในชั้นไกล่เกลี่ย หลังมีการเยียวยา เหลือที่ฟ้องศาลจริงๆยิ่งน้อยลงไปอีกมาก
รวมๆแล้ว จำนวนคดีที่ขึ้นสู่ศาลเกือบจะเรียกว่าไม่ทำให้จำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะอะไรขึ้นมาอีกแล้ว แค่นี้ก็เหลือเฟือเกินจำเป็น จึงไม่ได้ถามอะไรมาก ได้แต่ตั้งข้อสังเกตุในที่ประชุมว่า ในที่ประชุมกว่า 50 คน น่าจะมีนักกฎหมายจริงๆ แค่คนเดียว นอกนั้นเป็นผู้อยู่ในวิชาชีพแพทย์เกือบทั้งหมด
- เรื่องการแก้ไขข้อขัดแย้งจากผู้เสียหายทางการแพทย์นี้ในปัจจุบันเกือบทั่วโลกเขาไม่ให้นำคดีขึ้นสู่ศาล นอกจากเป็นเรื่องเจตนากระทำความผิดเรื่องนี้เสนอไปหลายครั้งแล้วว่าน่าจะพิจารณาใช้อนุญาโตตุลาการทางการแพทย์ ที่ประกอบด้วยขั้นตอนเริ่มจากการไกล่เกลี่ย ประนีประนอม และถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ถึงจะอนุญาโตตุลาการ ให้เป็นที่สุด ไม่ให้ไปฟ้องที่นั่นที่นี่ศาลนั้นศาลนี้อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การออก พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการทางการแพทย์ เป็นการจำกัดสิทธิประชาชนที่จะฟ้องคดีตามรัฐธรรมนูญ จึงต้องออกเป็นกฎหมายในการจำกัดสิทธิที่ว่านั้น 3. ยิ่งถ้าคิดจะตั้งศาลชำนัญพิเศษคดีทางการแพทย์ ก็คงไม่มีทางเป็นไปได้ คงไม่มีประเทศไหนในโลกตั้งศาลพิเศษเพื่อพิจารณาคดีปีละ 20 คดี
- ที่บอกว่าศาลไม่รู้เรื่องทางการแพทย์นั้น จริงๆ ก็มีทางออกอยู่แล้ว คือให้มีผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ร่วมให้ความเห็นในการพิจารณาคดีที่มีความซับซ้อนทางการรักษาพยาบาล ขณะนี้ศาลยุติธรรมมีการขึ้นทะเบียนผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์นับร้อยคน ทุกสาขาทางการแพทย์ และให้ทำหน้าที่ร่วมรับฟังการพิจารณาและให้ความเห็นต่อศาล ไม่ใช่ขึ้นศาลในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญฝ่ายโจทย์หรือจำเลย เพราะเป็นเรื่องให้การที่เป็นประโยชน์กับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ศาลไม่ให้น้ำหนักมากนัก 5. อีกหนึ่งทางเลือกคืออาจมีการเสนอทนายความอิสระ หรือที่ปรึกษากฎหมายอิสระ (Independent Legal Counsel)ให้ทำหน้าที่ซักคำฟ้องคำให้การ รวมทั้งพยานที่มาเบิกความ โดยเป็นผู้มีความรู้และเข้าใจวิธีและกระบวนการรักษาพยาบาล แต่ต้องมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อรับรองการทำหน้าที่ของทนายความอิสระ เช่นตอนนี้ ตามรัฐธรรมนูญก็กำหนดในคดีที่กรรมการ ป.ป.ช. กระทำผิดทุจริตประพฤติมิชอบ รัฐธรรมนูญกำหนดให้ใช้ทนายความอิสระ ไม่ใช่อัยการ และ
- ข้อสังเกตุอย่างหนึ่งคือทุกครั้งที่ผู้ชี้แจงจากกระทรวงมาชี้แจงมักเป็นข้อมูลทั่วไปแบบรวมๆไม่ได้แยกแยะหรือสังเคราะห์ให้เห็นว่าเหตุที่ทำให้ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีนั้นมาจากอะไร ฟังแล้วไม่สามารถหาสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาได้ เช่นสรุปมาว่ามูลเหตุมาจากรักษาผิดพลาด คลอด ไม่เอาใจใส่ดูแล วินิจฉัยผิดพลาด แพ้ยา ผิดมาตรฐาน อุปกรณ์ เท่านี้เท่านั้นคดี ควรแยกแยะลงรายละเอียดให้เห็นภาพว่าผู้ป่วยนอกฟ้องกี่คดี ผู้ป่วยในฟ้องกี่คดี คดีที่ผู้ป่วยในฟ้องเป็นคดีสูตินารีกี่คดี คดีศัลยกรรมกี่คดี และมูลเหตุที่ฟ้องนั้นมาจากความผิดพลาดในขั้นตอนไหนของการรักษาพยาบาล เพราะตรงนี้จะชี้ให้เห็นว่าทางโรงพยาบาลควรจะป้องกันหรือให้ความสำคัญในขั้นตอนไหน รวมถึงการสื่อสารกับฝ่ายผู้ป่วยให้เข้าใจ จะได้ไม่เข้าใจผิดๆและขอฟ้องไว้ก่อน เป็นคดีความโดยไม่จำเป็น
ที่จริงแล้ว คดีความที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เพิ่มมากขึ้นเลยตั้งแต่ปี 2539 เพราะนับถึง 31 ธันวาคม 2561 มีคดีที่ขึ้นสู่ศาลไม่ถึง 400 คดี เป็นคดีแพ่ง 310 คดีอาญา 41 และคดีปกครองแค่ 4 คดีเท่านั้น และยิ่งถ้าเปรียบเทียบกับความถี่ของการดูแลรักษาพยาบาลก็ยิ่งมีสัดส่วนที่น้อยลงไปอีก เพราะก่อนปี 2545 ที่มี พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีผู้ป่วยมารับการรักษาน้อย คดีฟ้องแพทย์พยาบาลจึงน้อยมาก แต่หลังปี 2545 จำนวนผู้ป่วยหรือผู้มารับการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นสามเท่าหรือประมาณ 300% เนื่องจากผลของการให้บริการรักษาฟรีถ้วนหน้า แต่เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนคดีที่ฟ้องเท่าเดิมแล้วสัดส่วนที่แพทย์พยาบาลถูกฟ้องยิ่งน้อยจนเกือบไม่มีนัยสำคัญเลย
ประเด็นอยู่ที่ว่าคดีทางการแพทย์นั้นมีความสำคัญต่อความรู้สึกของแพทย์พยาบาลและบุคคลากรทางการแพทย์มากกว่าคดีทั่วไปที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นคนที่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่แพทย์พยาบาลนั้นตั้งใจช่วยชีวิตผู้ป่วยทั้งตามหน้าที่และตามจรรยาบรรณวิชาชีพ แต่เมื่อเกิดความผิดพลาดกลับถูกฟ้องร้องดำเนินคดีเหมือนอาชญากรที่มีจิตใจเหี้ยมโหด มันฝังใจทำให้ไม่อยากทำหน้าที่แพทย์พยาบาลรักษาคนป่วยต่อไป
อย่างไรก็ตาม เรื่องการฟ้องร้องดำเนินคดีในศาลนั้นเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ คงไม่สามารถห้ามได้ การเยียวยาก็เป็นกระบวนการที่ช่วยบรรเทาและลดโอกาสที่ผู้เสียหายคิดจะฟ้องร้องได้ในระดับหนึ่ง ถ้าเจรจากันได้ แต่ถ้าเจรจาไม่ได้ก็คงใช้สิทธิฟ้องศาลต่อไปได้อีก ห้ามไม่ได้
แพทย์พยาบาลที่ดูแลรักษาผู้ป่วยเจ็บนั้นเกี่ยวข้องกันไม่ต่างจากลิ้นกับฟัน คงไม่สามารถห้ามการกระทบกระทั่งกันได้ แต่ที่ทำได้คือกระบวนการยุติลดความขัดแย้งที่ไม่ควรให้จบลงที่ศาล แต่ควรเป็นกระบวนการที่เป็นทางเลือก เช่นอนุญาโตตุลาการ
โดย...
ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร
ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ กมธ.สาธารณสุข






