วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน 2569

Login
Login

MMT ยาขนานใหม่ของเศรษฐกิจ

MMT ยาขนานใหม่ของเศรษฐกิจ

สำหรับผู้ที่ติดตามบทความของผู้เขียนเป็นประจำ คงทราบดีถึงมุมมองเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของผู้เขียน คือ ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกและไทย

ตกอยู่ในภาวะ Secular Stagnation หรือเรียกอย่างง่ายว่าภาวะ New Normal กล่าวคือ เศรษฐกิจโตต่ำลงเรื่อยๆ เพราะภาคการใช้จ่ายทั่วโลกอ่อนแอ จากภาวะหนี้ทั่วโลกที่สูง สังคมสูงวัย รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้ต้นทุนการผลิตถูกลง

ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เศรษฐกิจโลกเติบโตต่ำ เงินเฟ้อต่ำหรือเสี่ยงต่อเงินฝืด ในขณะที่นโยบายการเงินทั่วโลกก็ถึงทางตัน เพราะไม่ว่าจะลดดอกเบี้ยเหลือศูนย์หรือติดลบ รวมถึงทำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE แต่ก็ไม่อาจกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก

ทำให้มีนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มหนึ่ง นำโดยที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจให้กับผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ จากพรรคเดโมแครต เสนอแนวคิดใหม่ที่อาจพลิกฟื้นเศรษฐกิจ แนวคิดนี้นำไปสู่การถกเถียงกันในวงกว้างของนักเศรษฐศาสตร์กระแสรองที่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ (และล่าสุด Ray Dalio วานิชธนากรชั้นนำของโลกก็ประกาศเห็นด้วยกับแนวคิดนี้) กับนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่ต่อต้านแนวคิดดังกล่าว

แนวคิดนั้นคือ Modern Monetary Theory (MMT) หรือทฤษฎีนโยบายการเงินใหม่ ซึ่งหากให้สรุปในประโยคเดียว คือ “แนวคิดนี้เสนอให้ทางการสามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ พัฒนาการศึกษา และ/หรือสร้างสวัสดิการทางสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ผ่านการทำนโยบายการคลังขาดดุล และให้ธนาคารกลางพิมพ์เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลนั้้น”

หากอ่านถึงประโยคนี้ อาจเกิดคำถามในใจผู้อ่านคือ (1) นี่คือจะให้ธนาคารกลางพิมพ์เงินขึ้นมาเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณใช่หรือไม่ แล้วถ้าทำอย่างนั้นจะไม่เกิดเงินเฟ้อหรือ (2) นโยบายเช่นนี้ ก็ไม่ต่างกับมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ที่ธนาคารกลางพิมพ์เงินไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลมาเก็บไว้หรือ ผู้เขียนจึงขอตอบดังนี้

หลักการอย่างง่ายของ MMT มี 3 ประการ คือ (1) รัฐบาลออกหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ในประเทศ (2) หนี้เหล่านั้นสกุลเงินท้องถิ่น และ (3) เศรษฐกิจยังผลิตไม่เต็มศักยภาพ

เมื่อครบ 3 เงื่อนไขนี้ รัฐบาลสามารถออกพันธบัตรและ ขายตรงให้ธนาคารกลาง โดยไม่ต้องผ่านตลาดรอง (หรือตลาดพันธบัตรทั่วไป) รัฐก็สามารถนำเงินนั้นไปใช้สร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ หรือจะเอาไปแจกจ่ายให้กับประชาชนผ่านโครงการสวัสดิการรัฐต่างๆ เช่น ประชาชนที่ยากจน ด้อยโอกาส หรือช่วยตัวเองไม่ได้ เช่น ทหารผ่านศึกที่พิการ เป็นต้น ในส่วนของธนาคารกลาง สามารถทำได้หลายอย่างกับหนี้ก้อนนี้ เช่น เรียกเก็บดอกเบี้ยต่ำมาก ไม่เก็บดอกเบี้ย หรือยกเลิกหนี้เหล่านั้นบางส่วน (หรือทั้งหมด)

คำถามสำคัญคือ จะเกิดเงินเฟ้อหรือไม่ นักเศรษฐศาสตร์กระแสรองที่เชื่อใน MMT อย่างสุดโต่งเชื่อว่า หากเศรษฐกิจยังไม่ผลิตเต็มศักยภาพ ทำอย่างไรก็ไม่เกิดเงินเฟ้อ (โดยเฉพาะเงินเฟ้อจากความต้องการซื้อหรือ Demand-pull) ดังนั้น รัฐบาลก็สามารถพิมพ์เงินไปได้เรื่อยๆ

Ray Dalio เห็นว่า MMT มีข้อดีเหนือกว่า QE แบบธรรมดา เพราะ QE เป็นการพิมพ์เงินเข้าซื้อพันธบัตรในตลาดรอง ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่ขายพันธบัตรนั้นได้แก่สถาบันการเงิน เช่น ธนาคาร โดยหากสถาบันการเงินมีเงินมากขึ้น แต่ไม่อยากจะปล่อยกู้ (เนื่องจากกลัว NPL ที่จะไปกระทบกับผลกำไรธนาคาร) สถาบันการเงินเหล่านั้นก็นำเงินกลับมาฝากไว้ที่ธนาคารกลาง หรือนำไปลงทุนในตลาดทุน ทำให้ผลประโยชน์ก็วนอยู่แต่ในตลาดเงินตลาดทุน ไม่ไหลลงมาสู่เศรษฐกิจจริง ทำให้เศรษฐกิจโตอยู่แต่ในระดับบน และทำให้ความเหลื่อมล้ำยิ่งสูงขึ้น

ทางแก้ของ MMT คือการซื้อพันธบัตรโดยตรงจากรัฐบาล และรัฐบาลใช้เงินเหล่านั้นในโครงสร้างพื้นฐานที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ และ/หรือ โครงการสวัสดิการเพื่อประโยชน์ต่อสังคมโดยตรง แนวคิดนี้จึงเป็นที่นิยมในหมู่นักการเมืองฝ่ายซ้ายจัดทั้งในสหรัฐและยุโรป

แม้ผู้เขียนจะเห็นด้วยกับหลายประเด็นของแนวคิด MMT โดยเฉพาะ (1) เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันอยู่ในภาวะ Secular Stagnation จาก Demand ที่ต่ำกว่า Supply ตลอด ฉะนั้นโอกาสจะเกิดเงินเฟ้อเป็นไปได้ยาก

(2) นโยบายการเงินในปัจจุบันไม่มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าใดนัก เพราะหนี้ที่สูง (ผู้กู้มีภาระจ่ายดอกเบี้ยมากอยู่แล้ว เหลือเงินใช้บริโภคน้อย) และสังคมสูงวัย (ไม่ค่อยมีความต้องการจับจ่ายเท่าเด็กหรือวัยหนุ่มสาว) แต่มีประสิทธิภาพในการเบรกเศรษฐกิจ (เพราะขึ้นดอกเบี้ย ภาระดอกเบี้ยของผู้กู้เพิ่มขึ้นทันที) นอกจากนั้น การทำ QE ในปัจจุบันมีข้อเสียคือเงินไม่ได้ไหลลงสู่ภาคเศรษฐกิจจริง

(3) รัฐบาลในปัจจุบันโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่หนี้สาธารณะไม่สูงมากนัก สามารถลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจได้ เนื่องจาก เศรษฐกิจที่ชะลอตัวส่วนหนึ่งเกิดจากภาคเอกชนกังวลว่าเศรษฐกิจในอนาคตจะแย่ จึงออมมากขึ้น และทำให้เศรษฐกิจแย่จริง (Paradox of thrift) ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเข้ามาใช้จ่ายในช่วงที่เศรษฐกิจแย่ และดอกเบี้ยที่ต่ำจะทำให้รายจ่ายดอกเบี้ยของรัฐบาลไม่สูงมาก

แต่ผู้เขียนมีข้อกังวล 2 ข้อคือ (1) รัฐบาลโดยเฉพาะที่มาจากประชาธิปไตย มักมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายในโครงการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้นก่อน เพราะเห็นผลง่ายและได้คะแนนนิยม ทำให้โอกาสที่จะใช้เงินในการทำโครงการเพื่อประโยชน์ระยะยาวมีน้อย และ (2) แม้ความเสี่ยงเงินเฟ้อในปัจจุบันจะยังไม่มาก แต่หากใช้เงินในโครงการที่กระตุ้นการบริโภคระยะสั้นมากกว่าสร้างประสิทธิภาพในการผลิตระยะยาว (เช่น โครงสร้างพื้นฐาน หรือด้านการศึกษา) จนศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศต่ำลงแล้ว มาตรการ MMT ก็อาจนำไปสู่เงินเฟ้อที่พุ่งกระฉูด (Hyperinflation) ได้

ผู้เขียนจึงขอเสนอว่า (1) แม้หากไม่ทำ MMT โดยตรง แต่ก็ควรผสานนโยบายการเงินและการคลังให้สอดคล้องกัน เช่น ณ ปัจจุบันที่ไม่มีความเสี่ยงเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยนโยบายอาจอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ภาครัฐทำนโยบายการคลังขาดดุลเพื่อนำเงินไปทำโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาการศึกษา และสวัสดิการภาครัฐได้ (2) ธนาคารกลางควรผ่อนปรนกฎระเบียบในการปล่อยกู้ให้กับธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs และ Start up) เพื่อให้มีเงินทุนหมุนเวียน และอาจพัฒนาเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ได้ และ (3) หากจะทำ MMT แล้ว ธนาคารกลางผู้ปล่อยสินเชื่อควรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าจะปล่อยหรือไม่ โดยยึดหลักประโยชน์มูลค่าทางเศรษฐกิจ (Economic Value) ของโครงการนั้นเป็นสำคัญ

แม้ยังเป็นทฤษฎีที่ต้องยังต้องถกเถียงกัน แต่นักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายควรต้องศึกษาแนวคิดนี้อย่างจริงจัง เพราะเศรษฐกิจในปัจจุบันตกต่ำเสียจนยาขนานใดก็ไม่สามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้อีกแล้ว

[บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่]