จากรายงานการวิเคราะห์เรื่องประสิทธิภาพการใช้จ่ายในบริการด้านสุขภาพของนานาประเทศทั่วโลก ซึ่งเผยแพร่เมื่อ 15 ก.ย.2561 ของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก
(และใช้ข้อมูลการวิเคราะห์ในปี ค.ศ. 2015) ได้รายงานว่า ประเทศไทยมีการพัฒนาประสิทธิภาพการใช้จ่ายในการให้บริการสุขภาพดีขึ้นจากลำดับเดิมเมื่อปีที่แล้ว มากว่าประเทศอื่นๆทั้งหมด (รายงาน 56 ประเทศ)
ในขณะที่รายงานนี้กล่าวว่า ประเทศไทยมีประสิทธิภาพการใช้จ่ายด้านสุขภาพเปลี่ยนแปลงดีขึ้นมากที่สุดในโลก และมีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวด้านการแพทย์ เป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตรวดเร็วที่สุด จากการอ่านรายงานนี้ อาจทำให้ประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและ รมว.สาธารณสุข มีแนวคิดที่ได้เคยกล่าวว่า ไทยเป็นประเทศที่สามารถใช้งบประมาณต่ำที่สุด ในการดูแลสุขภาพประชาชนได้มากที่สุด
แต่ถ้าเรามาดูจากรายงานของบลูมเบิร์กข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพต่อหัวหรือต่อคนไทย 1 คน คือ 219 ดอลล่าร์ ถ้าคิดอัตราแลกเปลี่ยนวันนี้ 1 ดอลล่าร์ : 32 บาท ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพคนไทยเฉลี่ยต่อคนต่อปี จะประมาณ 7,000 บาท ซึ่งค่าใช้จ่ายในระบบประกันสุขภาพ ภาครัฐของไทย 3 ระบบ คือระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีค่าเหมาจ่ายรายหัวเท่ากับ 2,895 บาท ประกันสังคม 2,575 บาท ข้าราชการ 12,000 บาท (ข้อมูลของปี 2559 ตามปีในการวิเคราะห์ของบลูมเบิร์ก) จะพบว่า ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยของ 3 ระบบนี้ เท่ากับ 5,830 บาทต่อคนต่อปีเท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่านอกจากระบบสวัสดิการข้าราชการ จะช่วยเพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายรายหัวในระบบหลักประกันสุขภาพและ/หรือระบบประกันสังคมแล้ว (ทำให้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวใน 3 ระบบ เท่ากับ 5,830 บาทต่อหัวแล้ว ก็ยังมีค่าใช้จ่ายจากแหล่งอื่น มาเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และระบบประกันสังคม นอกเหนือจากระบบสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งน่าจะเป็นจากระบบประกันสุขภาพเอกชน หรือการจ่ายเงินเอง) มาเพิ่มอีก 1,170 บาทต่อคนต่อปี ทำให้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัว เพิ่มขึ้นเป็น 7,000 บาทต่อคนต่อปี
แต่ทั้งๆ ที่มีเงินจากระบบประกันสุขภาพอื่นมาเพิ่มค่าเฉลี่ยรายหัวให้แก่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่ก็ยังพบว่า โรงพยาบาลที่รับรักษาผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประสบปัญหาการขาดเงินทุนในการให้บริการแก่ผู้ป่วยตลอดมา ซึ่งเป็นข่าวที่โรงพยาบาลต่างๆ ต้องพยายามหารายได้พิเศษจากทางอื่นมาจุนเจืองบประมาณที่ขาดแคลนนี้
ฉะนั้น ตามความเป็นจริงแล้ว ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชาชนไทยที่ดูแล้วต่ำที่สุด ตามรายงานของบลูมเบิร์กนี้ เกิดจากการที่ประเทศไทยใช้จ่ายเงินอย่างมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่? (ประสิทธิภาพการใช้จ่ายน้อยที่สุด เพื่อครอบคลุมประชาชนให้ได้มากที่สุด)
หรือเกิดจากการที่หน่วยงานภาครัฐที่ให้บริการสุขภาพแก่ประชาชนในระบบบริการภาครัฐ ต้องจำยอมเป็นผู้แบกรับภาระการขาดทุนแทนหน่วยงานการประกันสุขภาพ เช่น ระบบ 30 บาท ประกันสังคม โดยมีระบบสวัสดิการข้าราชการเป็นผู้จ่ายเงินส่วนเกินแทนระบบอื่นๆ และ/หรือยังมีประชาชนที่ใช้บริการเอกชน เป็นผู้จ่ายเงินเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าเฉลี่ยต่อหัวประชาชนเพิ่มขึ้นถึง 7,000 บาทต่อคนต่อปี
การวิเคราะห์เรื่องประสิทธิภาพของการใช้จ่ายงบประมาณในการบริการสุขภาพของบลูมเบิร์กนี้ อาจทำให้ผู้บริหารระบบบริการสุขภาพภูมิอกภูมิใจ
แต่ในรายงานนี้ ก็ให้ความสนใจเฉพาะในเรื่องการเงินเท่านั้น ไม่ได้ลงรายละเอียดว่า งบประมาณที่ใช้จ่ายไปนั้นมีประสิทธิผลสูงสุดหรือไม่ กล่าวคือ ผลลัพทธ์การรักษาที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานในระดับสากลจริงกี่เปอร์เซ็นต์ มีการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการบริการสุ-ภาพให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือว่าคุณภาพมาตรฐานถดถอยจนมีการฟ้องร้อง/ร้องเรียนผู้ให้การบริการมากขึ้นหรือไม่ และมีการโยกย้ายเงินจากระบบหนึ่งไปยังอีกระบบหนึ่งมากน้อยเพียงใด
ความจริงอีกอย่างหนึ่งที่ประชาชนทั่วไปอาจจะยังไม่ได้รับรู้รับทราบก็คือ ค่าจ้างและเงินเดือนของบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทยมีอัตราต่ำมาก (ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทยต่ำที่สุดในโลก) เมื่อเปรียบเทียบค่าจ้างและเงินเดือนของบุคลากรทางการแพทย์ไทยกับอัตราค่าจ้างของบุคลากรทางการแพทย์ของประเทศอื่นๆ รวมทั้งประเทศอังกฤษ ต้นแบบของการประกันสุขภาพถ้วนหน้า (งบประมาณเงินเดือนบุคลากรทางการแพทย์ส่วนหนึ่งถูกรวมไว้ในงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ)
นอกจากนั้น ภาระงานและความรับผิดชอบ กล่าวคือแพทย์ต้องทำงานดูแลรักษาผู้ป่วยในเวลาต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 16 ชั่วโมง (ยาวนานถึง 24 หรือ 32 ชั่วโมง) โดยไม่ได้หยุดพักผ่อนนอนหลับ ทำให้มีความเหนื่อยล้า เสี่ยงที่จะทำให้เกิดความผิดพลาด อาจก่อให้เกิดความสูญเสีย คือความตายหรือพิการของผู้ป่วยตามมา ซึ่งมีผลเสียหายต่อคุณภาพในการให้บริการดูแลรักษาผู้ป่วยด้วย
ประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณที่ดีขึ้นตามรายงานนี้ จึงไม่ใช่ดัชนีชี้วัดความสำเร็จในการบริการสุขภาพ ซึ่งนอกจากปัญหาที่กล่าวมาแล้ว ก็ยังมีคำถามว่า ถึงแม้ว่าประเทศไทยสามารถทำให้ค่าเฉลี่ยอายุขัยของประชาชนเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้มีข้อมูลเชิงลึกว่า ประชาชนที่มีอายุยืนยาวขึ้นนี้ ส่วนมากจะเป็นผู้มีสุขภาพดีหรือไม่? หรือประชาชนผู้สูงวัยเหล่านี้ ยังมีอัตราการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังเพิ่มมากขึ้น จนต้องพึ่งพาระบบบริการสุขภาพเพิ่มขึ้น มีผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียงมากขึ้น จนเป็นที่มาของการจัดตั้งโครงการหมอครอบครัว และเพิ่มงบประมาณในการดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงเพิ่มขึ้น?
จึงมีข้อเสนอว่า การมีประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณที่ดีนั้น ควรจะต้องทำให้สุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนและบุคลากรที่ทำงานในระบบบริการสุขภาพดีขึ้นด้วย ไม่ใช่ให้ความสนใจแต่การใช้จ่ายเงินน้อยๆเท่านั้น
เอกสารอ้างอิง https://www.bloomberg.com/news/articles/2018-09-19/u-s-near-bottom-of-health-index-hong-kong-and-singapore-at-top
โดย...
พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา
กรรมการแพทยสภา






