วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณในระบบบริการสุขภาพ ตอนที่ 1

จากรายงานการวิเคราะห์เรื่องประสิทธิภาพการใช้จ่ายในบริการด้านสุขภาพของนานาประเทศทั่วโลก ซึ่งเผยแพร่ในวันที่ 19 ก.ย.2561ของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก

(ข้อมูลวิเคราะห์ ปี ค.ศ. 2015) ได้รายงานว่า ประเทศไทยมีการพัฒนาประสิทธิภาพการใช้จ่ายในการให้บริการสุขภาพดีขึ้น จากลำดับเดิมเมื่อปีที่แล้ว มากว่าประเทศอื่นๆ ทั้งหมด (รายงาน 56 ประเทศ) กล่าวคือค่าใช้จ่ายต่อหัวของประชาชนลดลงถึง 40% เหลือเพียง 219 ดอลล่าร์ (หรือประมาณ 7,200 บาท) ต่อปี โดยมีอายุขัยเฉลี่ยของประชาชนเพิ่มขึ้นเป็น 75.1 ปี ในขณะที่ประเทศอื่นล้วนใช้จ่ายงบประมาณในการให้บริการสุขภาพแก่ประชาชนมากกว่าประเทศไทยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลีใต้ หรือจีน หรือในประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐ อังกฤษ

ทั้งนี้การเปรียบเทียบดัชนีประสิทธิภาพการใช้จ่ายในบริการสุขภาพประชาชนในแต่ละประเทศนี้ จะเปรียบเทียบเฉพาะประเทศที่ประชาชนมีอายุขัยเฉลี่ยมากกว่า 70 ปีขึ้นไป มี GDP เฉลี่ยต่อหัวมากกว่า 5,000 ดอลล่าร์ และมีประชากรมากกว่า 5 ล้านคน และข้อมูลที่นำมาใช้ในการจัดลำดับประสิทธิภาพในการใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศต่างๆ ก็คือ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นเปอร์เซ็นต์ของรายได้มวลรวมประชาชาติ(GDP) และค่าใช้จ่ายต่อหัวประชาชนคิดเป็นเงินดอลล่าร์สหรัฐ และอายุขัยเฉลี่ยของประชาชนมากกว่า 70 ปี

ชาวอเมริกันมีอายุขัยเฉลี่ย 79 ปี โดยสหรัฐมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพต่อหัวประชากรสูงเป็นอันดับที่สอง (9,818 ดอลล่าร์) รองจากสวิสเซอร์แลนด์ (9,536 ดอลล่าร์) ซึ่งบลูมเบิร์ก สรุปว่า สวิสมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าสหรัฐ 282 ดอลล่าร์ ทำให้ประชาชนมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอีก 4.2 ปี (83 ปี) มากกว่าประชานชนอเมริกัน (79.1 ปี)

 รายงานนี้ยังสรุปอีกว่า สหรัฐเป็นประเทศที่มีดัชนีประสิทธิภาพการใช้จ่ายด้านสุขภาพต่ำที่สุดในโลก เปรียบเทียบกับสาธารณรัฐเช็ค ซึ่งประชาชนมีอายุขัยเฉลี่ยเท่ากับสหรัฐ แต่สหรัฐมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ (เปรียบเทียบกับ GDP) สูงกว่าสาธารณรัฐเช็ค 2 เท่า กล่าวคือ สหรัฐมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพคิดเป็น 16.8 % ของGDP ในขณะที่สาธารณรัฐช็คใช้ไปเพียง 7.3% และคาดหมายว่าค่าใช้จ่ายของสหรัฐจะเพิ่มป็น 18% ของGDP ซึ่งค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของสหรัฐนี้รายงานหลังจากมีการใช้ “Obama Care”มาแล้ว 2 ปีเต็ม ซึ่งมีการขยายการเข้าถึงบริการประกันสุขภาพและการจ่ายเงินชดเชยเริ่มต้นจากเดือน ม.ค.2014

 การจัดประสิทธิภาพในระบบสุขภาพตามการจัดลำดับของบลูมเบิร์กนั้น ใช้ข้อมูลค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทั้งหมด คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของGDP และจำนวนเงินที่จ่ายจริงต่อหัวประชากร และอายุขัยเฉลี่ยของประชากรเป็นสำคัญ โดยประเทศที่มีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายสูงสุดตามลำดับได้แก่

1.ฮ่องกง มีประสิทธิภาพสูงสุด 87.3% อายุขัยเฉลี่ยของประชาชน 84.3 ปี ค่าใช้จ่าย 5.7% ของ GDP ค่าใช้จ่าย 2,222 ดอลล่าร์ต่อหัวต่อปี ในขณะ ที่สิงคโปร์อยู่ในลำดับที่ 2 ประสิทธิภาพ 85.6% ค่าใช้จ่าย 4.3% ค่าใช้จ่ายต่อหัว 2.280 ดอลล่าร์ ส่วนประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 27 (ขึ้นมาจากลำดับที่ 41 เมื่อปีที่แล้ว) มีค่าใช้จ่าย 3.8% ค่าใช้จ่ายต่อหัว 219 ดอลล่าร์ ประเทศมาเลเซีย อยู่ในลำดับที่ 29 มีค่าใช้จ่ายต่อหัว 3.9% หรือ 377 ดอลล่าร์ต่อคนต่อปี ประเทศจีน อยู่ในลำดับที่ 20 มีค่าใช้จ่าย 5.3% หรือ 429 ดอลล่าร์

เมื่อดูค่าใช้จ่ายในบริการสุขภาพ จะพบว่า ไทยมีค่าใช้จ่ายต่อหัวต่ำที่สุดในโลก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ 56ประเทศ จากรายงานนี้ และมีค่าใช้จ่ายเปรียบเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ของ GDP ต่ำที่สุดในโลกอีกเช่นกัน และประเทศที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวของประชาชนสูงที่สุดคือ สหรัฐ และมีอัตาค่าใช้จ่ายทั้งหมดสูงที่สุดคือ 16.8% ของ GDP

ประเทศที่มีค่าใช้จ่ายเปรียบเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ GDP ต่ำที่สุดคือ เวเนซูเอล่า มีค่าใช้จ่าย 3.2% ของ GDP แต่ค่าใช้จ่ายต่อหัวเท่ากับ 973 ดอลล่าร์ ส่วนประเทศที่มีค่าใช้จ่ายสูงสุดเปรียบเทียบกับ GDP คือประเทศสหรัฐ 16.8% ของ GDP หรือค่าใช้จ่ายต่อหัวเท่ากับ 9,563 ดอลล่าร์ ในขณะที่ประเทศที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวของประชาชนสูงเป็นอันดับที่ 2 รองจากสหรัฐ คือ สวิสเซอร์แลนด์ มีค่าใช้จ่ายต่อหัว 9,818 ดอลล่าร์ คิดเป็น 12.1% ของ GDP ส่วนประเทศไทยมีค่าใช้จ่าย 3.8% ของ GDP

ส่วน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นต้นแบบของระบบหลักประกันสุขภาพของไทย มีค่าใช้จ่ายต่อหัว 4,356 ดอลล่าร์ คิดเป็น 9.9 % ของ GDP

โดย... 

พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา

กรรมการแพทยสภา

หมายเหตุ : อ้างอิง https://www.bloomberg.com/news/articles/2018-09-19/u-s-near-bottom-of-health-index-hong-kong-and-singapore-at-top