เทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ใกล้เข้ามาแล้ว หลายองค์กร โดยเฉพาะบริษัทเอกชน ก็มีคำถามถึงเรื่องของการให้ “ของขวัญ” หรือ “งานเลี้ยง” ในช่วงเทศกาล
ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมของการประกอบธุรกิจทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียมาอย่างยาวนาน แต่ในขณะเดียวกัน ของขวัญราคาแพงหรือการเลี้ยงอาหารที่หรูหราแก่เจ้าพนักงานของรัฐ อาจกลายเป็นการให้สินบนและมีความผิดตามกฎหมายได้ ซึ่งในปัจจุบันกฎหมายต่อต้านการให้สินบนมีความเข้มงวดมากขึ้น ทำให้หลายองค์กรเกิดความกังวลว่าจะสามารถให้ของขวัญได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญคือการเข้าใจในสาระสำคัญของกฎหมายต่อต้านสินบน และสร้างแนวทางกำกับดูแลที่ดีภายในองค์กร
สำหรับประเทศไทย เรามีกฎหมายและหลักเกณฑ์สำหรับเจ้าพนักงานของรัฐในการรับของขวัญและประโยชน์ต่างๆ จากบุคคลอื่น ได้แก่ กฎหมายเรื่องการรับทรัพย์สินและประโยชน์อื่นใดของเจ้าพนักงานของรัฐ ตามมาตรา 128 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 (มาตรา 103 เดิม) และประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. พ.ศ. 2543 ซึ่งได้กำหนดมูลค่าของทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถรับได้โดยธรรมจรรยาจากบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่ญาติได้ไม่เกิน 3,000 บาท
ส่วนในฝั่งของผู้ให้นั้น แม้การให้ของขวัญไม่ได้เป็นความผิดตามกฎหมาย แต่การให้ของขวัญหรือการเลี้ยงรับรองเจ้าพนักงานของรัฐอาจเข้าข่ายเป็น “สินบน” ได้หากเป็นการให้เพื่อจูงใจให้เจ้าพนักงานกระทำการ ไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ โดยบทบัญญัติเรื่องการต่อต้าน “การให้” สินบนในปัจจุบัน นอกจากในประมวลกฎหมายอาญาแล้ว ยังมีอยู่ในมาตรา 176 แห่ง พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 (หรือเดิม คือมาตรา 123/5 แห่งพ.ร.บ. ป.ป.ช. (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558) ซึ่ง “สินบน” อาจมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น เงินสด บัตรกำนัล บ้าน รถยนต์ แพ็กเกจท่องเที่ยว การเลี้ยงรับรอง เป็นต้น โดยนอกจากผู้ให้สินบนที่จะต้องรับผิดโดยตรงแล้ว กฎหมาย ป.ป.ช. ยังวางหลักว่าบริษัทที่เกี่ยวข้องกับผู้ให้สินบนนั้นอาจต้องร่วมรับผิดด้วย หากการให้นั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เจ้าพนักงานของรัฐกระทำการอันไม่ชอบด้วยหน้าที่เพื่อให้บริษัทได้รับประโยชน์ และบริษัทไม่มีมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการให้สินบน เช่น พนักงานของบริษัทให้ของขวัญราคาแพงแก่เจ้าพนักงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการออกใบอนุญาต เพื่อให้เจ้าพนักงานช่วยให้บริษัทได้รับใบอนุญาตทั้งๆ ที่มีเอกสารประกอบไม่ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ และบริษัทไม่มีมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมเพื่อวางแนวปฏิบัติที่ดีให้แก่บุคลากรของตนเอง อาทิ ไม่มีการกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนว่าพนักงานลูกจ้างสามารถให้ของขวัญหรือเลี้ยงรับรองลูกค้าที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐได้หรือไม่ มากน้อยเพียงใด ขั้นตอนการขออนุมัติต้องทำอย่างไร หรือกรณีที่มีการกำหนดแนวปฏิบัติแล้ว แต่ไม่เคยสื่อสารหรือฝึกอบรมให้พนักงานลูกจ้างเข้าใจในขั้นตอนดังกล่าว
ดังนั้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่บริษัทอาจต้องรับผิดหากมีพนักงานลูกจ้างใช้ของขวัญเหล่านี้เป็นช่องทางการให้สินบนเพื่อสร้างยอดขายหรือหากำไรให้บริษัท บริษัทมีข้อพิจารณาที่สำคัญก่อนจะอนุมัติการให้ของขวัญหรือการเลี้ยงรับรองในช่วงเทศกาลเช่นนี้ ได้แก่
- ให้ใคร: หากเป็นการให้ของขวัญแก่เจ้าพนักงานของรัฐ ควรมีการควบคุมตรวจสอบอย่างระมัดระวัง
- ให้อะไร: ของขวัญหรือมื้ออาหารที่จะเลี้ยงรับรองมีความเหมาะสมกับโอกาสหรือไม่ หากจำเป็นจะต้องมีการให้ของขวัญ ควรหลีกเลี่ยงการให้เงินสด สิ่งของมูลค่าสูง การพาไปเลี้ยงอาหารที่หรูหราราคาแพง รวมทั้งการพาไปท่องเที่ยว โดยอาจเปลี่ยนเป็นสิ่งของมูลค่าเล็กน้อยที่ทำแจกเป็นการทั่วไป เช่น ปฏิทิน สมุด ปากกาที่มีโลโก้ของบริษัทแทน
- ให้เมื่อไหร่: ช่วงเวลาและความบ่อยครั้งของการให้ เช่น ไม่ควรให้ของขวัญแก่เจ้าพนักงานของรัฐในช่วงที่อยู่ระหว่างการประมูลโครงการของหน่วยงานรัฐที่ เจ้าพนักงานรายนั้นสังกัดอยู่
- ให้ทำไม: ต้องแน่ใจว่าไม่ได้เป็นการให้เพื่อจูงใจให้เจ้าพนักงานของรัฐกระทำการอันไม่ชอบด้วยหน้าที่เพื่อช่วยเหลือให้บริษัทให้รับประโยชน์
- การอนุมัติการให้ของขวัญหรือเลี้ยงรับรองดังกล่าวไม่ได้ฝ่าฝืนกฎหมายหรือกฎระเบียบภายในของบริษัท
- มีการลงบันทึกค่าใช้จ่ายอย่างถูกต้องตรงกับความเป็นจริง และมีใบเสร็จหรือหลักฐานรับรอง
ในปัจจุบัน หลายบริษัทมีการจัดทำคู่มือแนวปฏิบัติเรื่องการให้และรับของขวัญโดยเฉพาะและเผยแพร่ให้กับพนักงานลูกจ้างเพื่อให้ได้รับทราบถึงขั้นตอนการขออนุมัติ หรือบางบริษัทมีการจัดทำแบบฟอร์มเพื่อให้กรอกรายละเอียดที่จำเป็นเพื่อใช้ขออนุมัติ ซึ่งจะช่วยให้พนักงานมีแนวทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้นและลดโอกาสในการให้ของขวัญหรือเลี้ยงรับรองตามอำเภอใจซึ่งอาจส่งผลเสียต่อบริษัทได้
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ศูนย์ให้คำปรึกษาสำหรับนิติบุคคลเพื่อป้องกันการให้สินบน (ABAS)www.nacc.go.th/abas
โดย...
อัครกิตติ์ กีรติธนาไชยยศ
ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศ
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ






