วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“การรักษาต้องสงสัย”

“บัตรทอง30บาท “บัตร30บาทรักษาทุกโรค “บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า” หรือ“University Health Care (UHC)”คือสิ่งเดียวกันทั้งหมด

ในการให้บริการสาธารณสุขโดยรัฐแก่ประชาชนไทยอย่างฟรีถ้วนหน้า(ปัจจุบันไม่ต้องจ่ายแม้แต่30บาท)ความคิดนี้กำลังได้รับความสนใจในระดับโลกเฉกเช่นเดียวกับการศึกษา ฟรีนิตยสาร “The Economist” ฉบับเมื่อเร็วๆนี้ชมประเทศไทยว่ารัฐบาลจ่ายเงินรักษาพยาบาลเพียงปีละ220เหรียญ(6,800บาทต่อคนต่อปีแต่ได้ผลลัพธ์ในระดับเทียบเคียงกับกลุ่มประเทศOECD (กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีสมาชิก35ประเทศ)

ในงานสัมมนาประจำปีของกลุ่มประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพในประเทศต่างๆที่เชียงใหม่ระหว่าง7-9 พ.ค.ที่ผ่านมาที่มีชื่อว่า HTAsiaLink 2018 โดยโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ(HITAP)ของมูลนิธิในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขไทยเป็นเจ้าภาพ ผู้เข้าร่วมสัมมนาเสนอหลากหลายผลงานวิจัยเพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับการจัดลำดับความสำคัญของการใช้ทรัพยากรเพื่อUHCในประเทศต่างๆ

ทุกประเทศไม่ว่ารวยหรือจนล้วนมีทรัพยากรจำกัดในการรักษาพยาบาลประชาชนด้วยกันทั้งสิ้น โดยเฉพาะในเรื่องUHCซึ่งเป็นการรักษาพยาบาลฟรี การค้นหาความจริงเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเทคโนโลยีทางการแพทย์ ยา วิธีการรักษาฯลฯ จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งเพราะนำไปสู่การขีดวงของการให้บริการ

ตัวอย่างเช่นเกิดวัคซีนป้องกันโรคก.ขึ้นมาซึ่งเป็นประโยชน์ คำตอบด้านนโยบายก็คือสมควรรับเอาวัคซีนนี้มาฉีดฟรีให้แก่ทุกคนหรือไม่ ถ้าไม่สามารถประเมินประสิทธิภาพและความคุ้มค่าได้ก็จะเสียเงินจำนวนมหาศาลไปโดยเปล่าประโยชน์เช่น ปรากฏว่าวัคซีนนี้ป้องกันได้น้อยกว่าที่โฆษณาอีกทั้งมีประสิทธิภาพเฉพาะกับบางช่วงอายุเงินที่สูญไปอย่างไม่ควรนั้นสามารถเอาไปใช้อย่างอื่นได้

ทุกประเทศล้วนปวดหัวกับ“ของใหม่”และ “ของเก่า”ทั้งสิ้น บางเรื่องทางการแพทย์ก็ไม่เป็นจริงดังที่เคยเชื่อกันเพราะงานวิจัยที่วัดประสิทธิภาพนั้นอาจผิดพลาดแต่แรก บางเรื่องก็รู้ไม่จริงอย่างเพียงพอทั้งตัวแพทย์เองและบริษัทผู้ผลิตบางเรื่องก็เชื่อกันว่าเป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัยจนไม่ถามคำถามที่ควรถาม ผลที่ตามมาก็คือการตายผ่อนส่ง

ในงานสัมมนาครั้งนี้มีการพูดถึงหนังสือดังก้องโลกเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า“Testing Treatments” เขียนโดยคณะแพทย์และนักวิจัยที่มีชื่อเสียงระดับโลกเพื่อให้สาธารณชนตระหนักถึงข้อจำกัดของการรักษาพยาบาล ความรู้ของวงการแพทย์ การต้องค้นหาความจริงต่อไปในเรื่องสาธารณสุข ความผิดพลาดของงานวิจัยทางการแพทย์ ฯลฯ

หนังสือเล่มนี้ปัจจุบันมีการแปลเป็นภาษาที่สำคัญของโลกและอื่นๆกว่า16ภาษา รวมทั้งภาษาไทยซึ่งจะเปิดตัวในเร็วๆนี้ด้วย

ตัวอย่างหนึ่งที่อาจทำให้บางคนที่คิดว่าตนเองป่วยเป็นโรคเบาหวานเข้าใจสถานะตนเองดีขึ้น เมื่อสมัยก่อนนั้นใครที่มีระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร(Fasting Blood Sugar — FBS)เกิน140 ถือว่าเป็นเบาหวาน แต่ต่อมาในปี1997คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญการวินิฉัยและจัดกลุ่มเบาหวานในระดับโลกให้คำจำกัดความโรคนี้ใหม่ว่า ถ้าใครมีระดับFBSเกิน126ถือว่าเป็นเบาหวาน ดังนั้นผู้ที่มีระดับFBSระหว่าง126 - 140ซึ่งก่อนหน้านี้ถือว่าปกติ กลายเป็นเบาหวานข้ามคืนไปทันที การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเช่นนี้ทำให้มีจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นอย่างมากและยาโรคเบาหวานขายดีขึ้นอีกมากมาย

อย่างนี้เรียกว่าเป็นผลพวงที่เกิดจากการพยายามทำให้ผู้คนสุขภาพดีขึ้นด้วยการทำให้ผู้คนป่วยไข้ งานวิจัยในเรื่องนี้พบว่าคนที่มีระดับFBS 126-140 มีความเสี่ยงไม่มากที่จะมีอาการแทรกซ้อนจากภาวะน้ำตาลในเลือด ดังนั้นคนกลุ่มนี้จึงไม่น่าจะเรียกว่าเป็นเบาหวาน

หนังสือเล่มนี้ให้ความจริงว่าไม่มีอะไรเป็นคำตอบตายตัวในเกือบทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการรักษาสุขภาพและการรักษาพยาบาล ดังเช่นเรื่องเบาหวานข้างต้น ถ้าในอนาคตหากมีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือออกมาว่าFBS 150 ขึ้นไปจึงจะก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมากก็อาจปรับเกณฑ์กันใหม่ก็เป็นได้

ผู้เขียนได้อ่านหนังสือเล่มนี้และได้เขียนคำนิยมจึงขอนำเนื้อหาบางส่วนมาสื่อสารต่อเพื่อให้อ่านกันมาก ๆ ดังนี้ “....ทุกคนมีชีวิตเดียว มีโอกาสที่จะมีอายุ30ปี40ปีหรืออายุใดๆเพียงครั้งเดียว ดังนั้นชีวิตจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์แต่ละคน อย่างไรก็ดีสิ่งมีค่ายิ่งนี้มีความเสื่อมไปทีละน้อย และเพิ่มเติมด้วยความเจ็บป่วยต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้อีกมากมาย เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ การมีความรู้ในการทะนุถนอมให้สามารถดำเนินชีวิตไปได้อย่างยาวนานและมีความสุขอย่างเจ็บป่วยน้อยที่สุดจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง”

“การรักษาต้องสงสัย” เป็นหนังสือที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการมีชีวิตที่มีคุณภาพ อีกทั้งยั่วยุให้นึกถึงคำถามหลายข้อที่คนทุกคนซึ่งสามารถเป็นคนไข้ได้ทุกขณะไม่เคยคิดมาก่อน

คำถามเหล่านี้เกี่ยวพันกับสิ่งที่เคยเชื่อว่าจริงอย่างไม่มีข้อกังขาใดๆมาก่อน เช่นคำแนะนำและความเห็นของแพทย์ผู้รักษา ประสิทธิผลของยาและอาหารเสริม วิธีการรักษา วิธีการดูแลตนเอง ฯลฯ บางคำถามก็มีคำตอบให้ และสำหรับคำถามที่ยังไม่มีคำตอบก็ให้ขั้นตอนของการศึกษาสอบสวนจากแพทย์และแหล่งต่างๆเพื่อค้นหาคำตอบด้วยตนเอง

........หนังสือเล่มนี้มีประโยชน์เพราะปลุกให้ผู้คนตื่นขึ้นจากการ “ไม่รู้ว่าตนเองไม่รู้” ซึ่งหมายถึงการเคยเชื่ออย่างสนิทใจเกี่ยวกับความรู้ทางการแพทย์ อิทธิฤทธิ์ของยา ความรู้ของแพทย์ วิธีการรักษา ฯลฯ จนไม่คิดตั้งคำถามเพื่อแสวงหาความจริงแท้ “การรักษาต้องสงสัย”ทำให้เกิดการตระหนักว่ายังมีสิ่งที่วงวิชาการไม่รู้จริงอยู่อีกเป็นอันมากซึ่งก่อให้ความระมัดระวังแก่ผู้อ่านในการดูแลสิ่งมีค่าที่สุดของตนเอง

หนังสือมีบทเสริมโดยดร.นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ (ผู้อำนวยการHITAP)ในเรื่อง “นโยบายต้องสงสัย” HITAPได้เลือกหนังสือแปลและพิมพ์เผยแพร่ได้อย่างเหมาะสม

ใครที่เป็นคนไข้ที่รับบริการแพทย์อยู่ ใครที่คิดว่าวันหนึ่งจะต้องป่วย ใครที่พยายามดูแลสุขภาพของตนเองอยู่เพื่อหลีกหนีความเจ็บป่วย ใครเป็นแพทย์ผู้รักษาตามแนวคิดดั้งเดิมฯลฯ ต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ซึ่งเปรียบเสมือนการผจญภัย

Helen Keller (ค.ศ.1880-1965)นักเขียนและนักต่อสู้เพื่อสังคมชาวอเมริกันคนสำคัญกล่าวไว้ว่า “Life is either a daring adventure or nothing.” (ชีวิตคือการผจญภัยอย่างกล้าท้าทายหรือไม่ใช่อะไรเลย)....”

“ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” นั้นจริงแท้แน่นอน แต่ถ้าเอา “การไม่เชื่อทุกอย่างในทางการแพทย์อย่างสนิทใจ” ประกอบไปด้วยก็จะทำให้ชีวิตมีคุณภาพขึ้นอีกมาก