วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สังคม "หวยหาย"

คม "หวยหาย" ข่าว "คุณครูหวยหาย” เข้าสู่จุดไคลแม็กซ์เสียที หลังจากยึดพื้นที่สื่อมานานนับเดือน เรียกว่าช่วงข่าวไหน รายการใดนำเสนอประเด็นนี้

ก็จะดึงเรทติ้งกระจาย คนสนใจมากกว่าเลื่อนเลือกตั้งเสียอีก

ข้อมูลที่ตำรวจสอบสวนกลางและกองปราบบอกใบ้มาตลอด ไม่ต้องเดาก็รู้ว่างานนี้ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายผิด การยกตัวอย่างคดี "ครูจอมทรัพย์" ทำให้มีคนหัวใสแซวแบบชี้นำว่า "ผิดเป็นครู" วันสองวันนี้คงได้รู้ และปิดคดีแบบสะเด็ดน้ำภายในเดือนกุมภาฯ ตามบัญชา ผบ.ตร.

แต่สิ่งที่ไม่อยากให้ทุกฝ่ายมองข้าม ก็คือการทำงานของตำรวจภูธรภาค 7 ที่สรุปไปก่อนหน้านี้ว่า "หมวดจรูญ" เป็นฝ่ายผิด และออกหมายเรียกให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา "ยักยอกทรัพย์สินหาย" กับ "รับของโจร"

แค่ตั้งข้อหา "รับของโจร" พ่วงเข้าไปด้วยก็ถูกตั้งคำถามจากผู้รู้กฎหมายแล้วว่าเอาอะไรคิด เพราะพยานปากเอกที่ตำรวจภูธรภาค 7 อ้างเอง ก็บอกว่าเห็น"หมวดจรูญ" ก้มเก็บสลากที่ตกอยู่ ในเมื่อเก็บเอง ยักยอกเอาไว้เอง แล้วจะ "รับของโจร" ได้อย่างไร

ที่หนักไปกว่านั้น คือคำสัมภาษณ์ของ พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. ที่ระบุทำนองว่าปัญหาการทำคดีของตำรวจภูธรภาค 7 มาจากเรื่อง“ประสบการณ์” พูดง่ายๆ คือ “ประสบการณ์น้อย” ทัศนะแบบนี้บอกเลยว่าชาวบ้านฟังแล้ววังเวง เพราะต้องไม่ลืมว่าคดีนี้ถูกยกระดับจากคดีโรงพัก มาถึงตำรวจภูธรจังหวัด กระทั่งมาสรุปสุดท้ายที่ตำรวจภูธรภาค คนที่รับหน้าที่แถลงคือ ผบช.ภ.7 ยศ "พล.ต.ท." เท่ากับ ผบช.ก. ยังถือว่าประสบการณ์น้อยอีกหรือ

ถ้าคดีชาวบ้านพิพาทกัน ถูกยกระดับขึ้นมาถึงตำรวจภูธรภาคแล้วยังให้ความเป็นธรรมไม่ได้ ต่อไปชาวบ้านจะพึ่งใคร แล้วตำรวจโรงพักมีไว้แค่รับแจ้งความเท่านั้นหรือ

ที่สำคัญถ้าคดีของตนไม่เป็นคดีดัง ไม่เป็นข่าว ผู้บังคับบัญชาระดับ "นายๆ" ไม่ให้ความสนใจ (โดยอ้างว่าเป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจ จนสั่งการให้ระดับจังหวัด ระดับภาคดึงคดีมาทำเอง) แล้วชาวบ้านผู้เสียหายจะมั่นใจได้อย่างไรว่าตนเองจะได้รับความเป็นธรรม นี่ยังไม่นับบางคดีที่มีตำรวจเข้าไปเอี่ยวกระทำความผิดเสียเองด้วย

คดี "หวยหาย" นอกจากสะท้อนปัญหาสังคมไทยแล้ว ยังสะท้อนความพิกลพิการของกระบวนการยุติธรรมต้นน้ำด้วยเช่นกัน