background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

“Toon Effect”  ปรากฏการณ์ “ก้าวคนละก้าว”

“Toon Effect”  ปรากฏการณ์ “ก้าวคนละก้าว”

สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน ดิฉันเชื่อว่าวินาทีนี้ ประเทศไทยคงไม่มีใครไม่รู้จักผู้ชายที่ชื่อ “อาทิวราห์ คงมาลัย” หรือ “ตูน บอดี้สแลม”

หรือที่หลายๆ คนเรียกว่า “พี่ตูน” กับโครงการก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ ที่ดินฉันขอจัดอันดับให้เป็นแคมเปญการกุศลแห่งปี 2017 เลยค่ะ

ปรากฏการณ์ “ก้าวคนละก้าว”ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่คนบางกลุ่มที่ชื่นชอบในผลงานเพลงของ “ตูน บอดี้สแลม” อีกต่อไป แต่วันนี้คนทั้งประเทศกำลังติดตามและเอาใจช่วยให้ภารกิจอันท้าทาย ในการวิ่งจากเบตงไปแม่สายรวมเป็นระยะทาง 2,191 กิโลเมตร ภายในระยะเวลา 55 วัน (ตั้งแต่ 1 พ.ย. – 25 ธ.ค.) นั้นสำเร็จลุล่วง และสามารถระดมเงินบริจาคที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 700 ล้านบาทเพื่อมอบให้แก่โรงพยาบาลศูนย์ตามภูมิภาคต่างๆ ที่ยังต้องการความช่วยเหลืออุปกรณ์การแพทย์จำนวน 11 แห่งทั่วประเทศ

ณ วันที่เขียนต้นฉบับนี้ คุณตูนได้ออกวิ่งมาเกินครึ่งทางแล้วกว่า 1,300 กิโลเมตร และเงินบริจาคทะลุเกิน 550 ล้านบาทแล้วและแม้ยังไม่รู้ว่าจะสามารถเป็นไปตามเป้าหมายได้หรือไม่ ทั้งการวิ่งไปให้ถึงแม่สายอย่างราบรื่นรวมถึงยอดเงินบริจาคหลังจบโครงการ (ซึ่งก็นับว่าใกล้เป้าหมายมากแล้ว) แต่ที่แน่ๆ โครงการนี้ถือว่าเป็น “Social movement”  หรือการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ประสบความสำเร็จสูงสุดโครงการหนึ่งในบ้านเรา ดิฉันจึงขอลองวิเคราะห์ปรากฏการณ์ “ก้าวคนละก้าว” ว่าปัจจัยใดบ้างที่ทำให้แคมเปญดังกล่าวประสบความสำเร็จสูงขนาดนี้ค่ะ

  1. Star Power แน่นอนว่าคุณตูนสามารถใช้ชื่อเสียงที่ตนเองมีได้อย่างถูกจุดและเกิดประโยชน์ ด้วยการเป็นตัวตั้งตัวตีในการระดมทุน โดยเริ่มจากการวิ่งเพื่อบริจาคให้แก่โรงพยาบาลบางสะพานในปีที่แล้ว ต่อยอดจนมาเป็นโรงพยาบาลศูนย์ 11 แห่งในปีนี้ รวมถึงยังแรงสนับสนุนจากเพื่อนศิลปิน ดารา นักร้องอีกมากมาย มาร่วมวิ่งและช่วยกันบอกต่อ และยังมีแรงเชียร์จากคนมีชื่อเสียงจากหลากหลายวงการ (กระทั่งนายกรัฐมนตรีก็ยังร่วมสนับสนุนโครงการ)ทำให้เรื่องที่เป็นปัญหาเรื้อรังในสังคม ได้รับความสนใจและเกิดการรับรู้ในวงกว้างมากขึ้นทั้งจากสื่อมวลชนและคนทั่วไป
  2. Tell a story คุณตูนให้เหตุผลของการระดมเงินบริจาคให้โรงพยาบาลศูนย์ 11 แห่งครั้งนี้ว่า โรงพยาบาลศูนย์ตั้งอยู่ตามภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศ ตามจุดยุทธศาสตร์ของกระทรวงสาธารณสุข โดยเป็นโรงพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญและสามารถรับผู้ป่วยที่โรงพยาบาลขนาดเล็กไม่สามารถรักษาได้ ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่ดีขึ้น โดยไม่ต้องเดินทางมารักษาในกรุงเทพแต่ปัจจุบันโรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศต้องรับภาระหนักในการรับผู้ป่วยหลายพันคนต่อวัน ทำให้อุปกรณ์ทางการแพทย์ไม่เพียงพอ และยังขาดทุนทรัพย์อีกเป็นจำนวนมาก การช่วยเหลือโรงพยาบาลศูนย์จึงนับว่าเกิดประสิทธิภาพสูงสุด การบอกเรื่องราวและที่มาอย่างชัดเจนและมีเหตุผลที่ดีรองรับเช่นนี้เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้หลายภาคส่วนหันมาสนับสนุนโครงการนี้
  3. Engage with supporters นอกเหนือไปจากเงินบริจาคแล้ว อีกความคาดหวังของคุณตูนคือ “อยากเห็นคนไทยหันมากำลังกายกันมากขึ้นเพราะเมื่อทุกคนมีสุขภาพที่ดี ไม่เจ็บป่วยก็จะเป็นการลดการใช้บริการสถานพยาบาลต่างๆ” และยังทำให้ดูเป็นตัวอย่างด้วยการวิ่ง วิ่ง และวิ่ง จึงไม่น่าแปลกใจว่าในในทุกที่ ทุกชุมชนที่เขาวิ่งผ่าน จึงมีคนจำนวนมากออกมารอรับ และได้รับการสนับสนุนจากคนทุกระดับตั้งแต่เด็กตัวน้อยไปจนถึงคนเฒ่าคนแก่ที่ออกมาเชียร์เป็นกำลังใจอยู่ริมถนน ไปจนถึงห้างร้าน บริษัท สมาคม ธุรกิจน้อยใหญ่ เรียกว่าเป็นแรงบันดาลใจให้คนลุกขึ้นมาออกกำลังกายด้วยการวิ่งจนฮิตเป็นกระแสไปทั่วประเทศ
  4. Clear Call-to-action คุณตูนและทีมงานก้าวคนละก้าวมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการระดมทุน โดยมีความเชื่อว่า ถ้าคนไทย 70 ล้านคน บริจาคให้กับโครงการ “เพียงคนละ 10 บาท”เท่านั้น เงิน 700 ล้านบาทก็ไม่ไกลเกินเอื้อม และทุกคนในประเทศไทยสามารถมีส่วนร่วมช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยของเรากันเองได้ง่ายๆ และทำได้จริง เห็นผลจริง ซึ่งถ้อยคำดังกล่าวเป็น Punch word หรือเป็นคำที่กระตุ้นให้เกิดการ “ลงมือทำ” ไม่ว่าจะเป็นการร่วมบริจาค หรือช่วยกันบอกต่อ ช่วยกันแชร์
  5. Utilize social media ปัจจุบันโซเชียลมีเดียไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป แต่คนทุกเพศทุกวัยล้วนติดตามและแชร์ข่าวสารผ่านทางโซเชียลมีเดีย ทีมงานก้าวคนละก้าวจึงให้ความสำคัญกับการสื่อสารทางโซเชียลมีเดียรวมถึงสื่อออนไลน์ต่างๆ โดยมีการถ่ายทอดสดทางFacebook Live ทุกครั้งที่ออกวิ่ง รวมถึงพูดคุยกับคุณตูนและทีมงานในรูปแบบกันเอง ที่นอกจากจะทำให้ได้มีการสื่อสารสองทางให้ผู้ติดตามได้เข้าใจแนวคิดของโครงการได้มากขึ้นแล้ว การถ่ายทอดสดยังทำให้เห็นบรรยากาศในทุกๆ ที่ที่คุณตูนและทีมงานวิ่งไปถึง ได้เห็นรอยยิ้ม ป้ายข้อความให้กำลังใจจากประชาชนมากมาย หรือแม้แต่วงดนตรีที่เด็กๆ เตรียมเล่นรอต้อนรับ ทำให้คนดูรู้สึกอินไปกับภาพที่เห็นได้ไม่ยากเลย

  ที่ดิฉันว่ามานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสำเร็จ เหนือสิ่งอื่นใดคงต้องยกเครดิตให้เต็มๆ กับความมุ่งมั่นของคุณตูนรวมทั้งทีมงานที่เกี่ยวข้องทุกคนที่ขับเคลื่อนให้เกิด พลังเชิงบวกให้แก่สังคมได้มากขนาดนี้ค่ะ