ดูจากภาพนี้ ผมแน่ใจว่าเรื่องที่ผมฝันว่าผู้นำไทยจะคุยกับผู้นำสหรัฐว่าด้วยเกาหลีเหนือคงไม่ได้เกิดขึ้น
ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมเสนอนี้คงไม่เกิดขึ้นระหว่างการพบปะของนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชากับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐที่ทำเนียบขาว
แต่เพราะผมเชื่อในศักยภาพของประเทศไทยที่จะใช้ความสามารถทางการทูตในการคลายวิกฤตระหว่างประเทศ ผมจึง “ฝัน” ว่าฉากนี้น่าจะเกิดขึ้นได้
ผมฝันว่าเมื่อนายกฯไทยพบกับผู้นำสหรัฐ ท่านจะกระซิบที่ข้างหูของทรัมป์ว่า “ขอเวลาส่วนตัวระหว่างท่านกับผมสองคนสัก 10 นาที ผมมีอะไรจะเสนอที่ผมเชื่อว่าท่านต้องสนใจเป็นอย่างยิ่ง”
ประโยคนี้อาจจะเกิดขึ้นทันทีที่จับมือกัน หรือเมื่อทรัมป์เอ่ยถึงเรื่องเกาหลีเหนือที่ต้องการจะให้ประเทศไทยและชาติอื่น ๆ ได้ร่วมกับสหรัฐในการกดดันให้เปียงยางยอมเลิกทดลองขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์
เนื่องเพราะทรัมป์ต้องการเป็นวีรบุรุษระดับโลกที่จะแก้ปัญหาเกาหลีเหนือให้ได้ และหนทางต่าง ๆ ก็ดูเหมือนจะตีบตัน เพราะคิมจองอึนไม่ไว้ใจสหรัฐ และเริ่มจะไม่ค่อยเชื่อใจจีนเพราะเชื่อว่าจีนโอนเอียงเข้าข้างสหรัฐมากขึ้นทุกที ทางออกจึงต้องมาจาก “การทูตประเทศเล็ก” ที่ไม่ได้อยู่ในสายตามาก่อน
ไทยสามารถจะเล่นบทเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” (facilitator) ระหว่างคู่กรณีระหว่างประเทศอย่างที่เคยทำมาแล้วหลายครั้งในประวัติศาสตร์เพราะเราไม่ได้เป็น “คู่กรณี”
ในกรณีเกาหลีเหนือนั้น เกาหลีเหนือไม่ได้มองไทยเป็นศัตรูและไม่ได้เป็นคู่กรณี อีกทั้งยังมีสถานทูตเกาหลีเหนืออยู่ในกรุงเทพฯมายาวนาน ไทยมีการค้าขายกับเกาหลีเหนือมาตลอด อีกทั้งบริษัทเอกชนไทยก็เป็นผู้ไปวางระบบโทรคมนาคมให้กับเกาหลีเหนือ ก่อนจะมีมติของคณะมนตรีความมั่นคงให้คว่ำบาตรเกาหลีเหนือ ไทยเป็นหนึ่งในประเทศลำดับต้น ๆ ที่มีการค้าขายกับเกาหลีเหนือ
หากนายกฯประยุทธ์จูงมือทรัมป์เข้าห้องคุยกันสองคนและเสนอว่าไทยจะ “อำนวยความสะดวก” ให้สหรัฐกับเกาหลีเหนือมีการเริ่มพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการที่กรุงเทพฯโดยไม่มีการออกข่าวและไม่มีการตั้งเงื่อนไขล่วงหน้าเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันเองก็น่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาวิกฤตที่คนทั้งโลกกำลังวุ่นวายใจอยู่ขณะนี้
นายกฯไทยต้องเตือนทรัมป์ก่อนว่า “ที่คุยกันนี้ท่านอย่าได้ส่งข้อความขึ้นทวิตเตอร์นะครับ”
ในแง่ของบทบาท mediator’s diplomacy “การทูตหลังฉากเพื่อการไกล่เกลี่ย” แล้วประเทศไทยอยู่ในฐานะที่ทำได้อย่างแน่นอน อยู่ที่ว่าเรามีความมั่นใจในการนำเสนอทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้เห็นถึงความสำคัญของการเปิดช่องทางการพูดคุยแบบไทย ๆ ได้หรือไม่เพียงใด
ในอดีตไทยเรามีบทบาทเป็น “เพื่อนของทุกฝ่าย” อย่างได้ผลมาแล้ว จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่ไทยเราจะไม่ริเริ่มแนวทางแห่งการเชิญคู่กรณีมาตั้งวงพูดคุยกันภายใต้บรรยากาศแห่งการเปิดกว้างให้พูดคุยกันโดยไม่หวังผลอะไรไปทางใดทางหนึ่ง
หากนายกฯไทยเสนอแล้ว ทรัมป์เฉย ๆ หรือคิมจองอึนไม่สนใจ ไทยก็ไม่ได้เสียหายอะไร แต่จะได้รับการจารึกเอาไว้ (อย่างไม่เป็นข่าวพาดหัวที่ไหน) ว่าประเทศไทยได้ทำหน้าที่ในฐานะมิตรของทุกประเทศในอันที่จะเสนอ “บริการความเป็นไทย” ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้ว
ใครอาจเห็นเป็นข้อเสนอที่ “เป็นไปไม่ได้” แต่ผมเชื่อว่าแม้จะเป็นข้อเสนอที่ “ถูกปฏิเสธแน่นอน” ก็ยังสะท้อนถึงการรุกคืบของ “การทูตไทย” ในเวทีสากลที่น้อยประเทศจะสามารถทำได้
ไทยเราเป็นคนเชิญเกาหลีเหนือมาร่วมประชุม Asean Regional Forum (ARF) เมื่อประมาณ 20 ปีแล้ว
อีกปีเศษ ๆ ไทยจะเป็นเจ้าภาพอาเซียนหมุนเวียนอีกรอบ จึงอยู่ในฐานะที่จะเล่นบทเป็นผู้เสนอทางออกของเวทีระหว่างประเทศได้อย่างดี
แต่หากข้อเสนอนี้เป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ทำให้คู่กรณีเห็นความหมายของคำว่า Thai hospitality กับ Thai diplomacy และนำไปสู่การพูดจากันอย่างไม่เป็นทางการรอบแรก ไม่ว่าจะนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างจริงจังหรือไม่ก็ตาม ผมก็เชื่อว่านี่คือคุณูปการอันใหญ่หลวงของไทยเพื่อลดความตึงเครียดสับสนวุ่นวายของโลกขณะนี้ได้แน่นอน






