ผมเพิ่งไปร่วมเสวนาระดับภูมิภาคที่สิงคโปร์ หัวข้อใหญ่คือการ “สื่อสารทางการเมือง” หรือ political communication
ภายใต้ความแปรเปลี่ยนทางเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียวันนี้มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตประจำวันของคนอย่างไร
คำตอบคือมหาศาล! และกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง ใครปรับตัวไม่ทันก็เตรียมถูกคลื่นยักษ์ซัดสาดหายไปโดยไม่ทันจะตั้งคำถามว่า “ทำไมต้องเป็นฉัน”?
หนึ่งในวงแลกเปลี่ยนตั้งประเด็นว่าเมื่อสื่อไม่อาจจะเล่นบท “gatekeeper” หรือ “ยามเฝ้าประตู” ให้กับสังคมแล้ว จะยังมีความหมายอะไรหรือไม่?
ผมตอบว่าบทบาทของสื่อที่รับผิดชอบและเรียกตัวเองว่าเป็น “มืออาชีพ” จะต้องยอมรับว่าเรามิใช่คน “เฝ้าประตู” ที่เป็นคนตรวจตราความถูกต้องเหมาะสมอีกต่อไป
แม้บทบาท “หมาเฝ้าบ้าน” (watchdog) ที่เคยมีความสำคัญในการส่งเสียงเตือนเมื่อมีภัยมาใกล้ตัวก็ทำท่าว่าจะหดหายไปเช่นกัน
เพราะในยุคที่ “ทุกคนเป็นนักข่าวได้” นั้น “ประตู” ทางผ่านเปิดขึ้นมาทุกหัวมุม และ นักข่าวพลเมืองก็ทำหน้าที่ “หมาเฝ้าบ้าน” ได้อย่างกว้างขวาง
สื่ออาชีพที่ยังมีความรับผิดชอบก็จะต้องปรับบทบาทเป็น fact-checker นั่นคือการตรวจสอบข่าวสารและข้อมูลเพื่อแยกระหว่างข้อเท็จจริงกับ “ข่าวลวง” หรือ fake news ที่สอดแทรกตัวเองเข้ามาทุกหัวระแหงเพื่อสร้างข่าวให้เป็นประโยชน์ต่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งและต่อต้านคนกลุ่มอื่นที่ขัดแย้งกับตน
นี่คืออันตรายของโลก social media ที่ขาดการกลั่นกรองโดยมืออาชีพที่เคยมีมาก่อน เมื่อประตูเปิดกว้าง และกุญแจถูกโยนทิ้งไปข้างถนน ใครต่อใครก็สามารถที่จะอ้างตนเป็น “ผู้ผลิตเนื้อหา”
แต่หากสื่อกระแสหลักยังสามารถรักษาความน่าเชื่อถือ แยกแยะข่าวลือข่าวลวงออกจากข่าวจริง และเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของสังคมได้ บทบาทของ face-checker ก็จะมีคุณค่าที่ทุกคนต้องปกปักรักษาเอาไว้
เพราะหาไม่แล้ว กระแสข่าวสารที่ไหลเทนองเจิ่งไปทั่วจะเต็มไปด้วยขยะ, ข่าวปล่อย, ข่าวเท็จและการบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มจนเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพและความปกติสุขของประเทศชาติได้
แต่การที่จะรักษาไว้ซึ่งบทบาทของ “ผู้ตรวจสอบข้อมูล” แปลว่าสื่อเองจะต้องยกระดับความน่าเชื่อถือและการทำงานอย่างมืออาชีพอย่างจริงจัง ไม่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระแสเพียงเพราะต้องการจะมีผู้มากดปุ่ม Like หรือแชร์ต่อโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องของเนื้อหา
สื่อกระแสหลักต้องกระโจนเข้าสู่การใช้โซเชียลมีเดียอย่างเต็มตัวและรู้ทัน คนข่าวรุ่นใหม่จะต้องฝึกฝนตนเองให้สามารถทำหน้าที่ในทุก platform เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคยุค mobile ที่ทุกอย่างหาได้จากมือถือในลักษณะ anywhere, anytime หรือ “เมื่อไหร่ที่ไหนก็ได้”
คนข่าวยุคนี้ต้องรู้ทันถึงขบวนการสร้างข่าวของคนบางกลุ่มที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ตนได้รับประโยชน์มากที่สุด แม้ถึงขั้นสร้างชื่อและบัญชีปลอมในโซเชียลมีเดียเพื่อออกข่าวบิดเบือนให้ผู้คนเฉไฉไปตามที่ตนต้องการโดยไม่สนใจว่าจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสังคมส่วนอื่น ๆ อย่างไร
ชีวิตของคนทุกอาชีพยากขึ้นในภาวะความเปลี่ยนแปลง แต่สำหรับคนทำสื่อที่ต้องการให้สังคมไว้วางใจและเชื่อถือ ภารกิจยิ่งหนักกว่าอาชีพอื่นหลายเท่านัก !






