ได้อ่านการโต้แย้งทางความคิดด้วยเหตุด้วยผลเกี่ยวกับเรื่อง No-fault ในทางการแพทย์แล้วรู้สึกน่าสนใจมาก เพราะเรื่องนี้ไม่เคยอยู่ในความสนใจมาก่อน
อีกทั้งเมื่อรู้จักคำนี้ครั้งแรกๆสมัยเรียนหนังสือเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประกันภัยมากกว่า
เท่าที่ทราบ คำว่า No-Fault นี้ยังไม่มีคำแปลที่เป็นที่ยอมรับในกฎหมายไทย ยิ่งในเรื่องทางการแพทย์ ยิ่งมีความหมายที่หลากหลาย จึงขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศที่ออกกฎหมาย No-Fault ที่จะนิยามว่าเป็นอย่างไร แต่สำหรับวงการประกันภัยรถยนต์ในต่างประเทศ หมายถึงการประกันภัยรถยนต์ที่ผู้ขับขี่จะเรียกร้องความเสียหายจากบริษัทประกันที่ได้ทำประกันภัยรถยนต์ไว้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าใครเป็นฝ่ายผิดใครเป็นฝ่ายถูก
นอกจากนี้ คำว่า No-Fault มีการนำมาใช้ในเรื่องการหย่าร้าง (Divorce) ได้เช่นกัน ซึ่งหมายถึงกรณีที่คู่สมรสมีความประสงค์ที่จะหย่าร้างตามกฎหมายเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่อาจคืนดีกันได้ โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าใครเป็นต้นเหตุ
คำว่า No-Fault จึงอาจมีความหมายว่า ไม่ได้ทำผิด หรือไม่ถือว่าเป็นความผิด แต่สำหรับประเทศไทยน่าจะเป็นว่า ไม่ถือว่าเป็นความผิด มากกว่า เพราะแท้จริงแล้วการกระทำที่เกิดขึ้นเป็นความผิดไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่ง แต่ไม่ต้องมีการพิสูจน์และไม่ต้องรับโทษในชั้นนี้
ถ้าดูตามนี้แล้วจะพบว่า ไม่ว่าจะ No Fault หรือ At Fault ก็ต้องมีการกระทำเกิดขึ้น แต่การกระทำนั้นจะถือเป็นความผิดหรือไม่เป็นความผิด ก็ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
มีบางเรื่องที่ผู้บัญญัติกฎหมายมีความเห็นว่าผลกระทบจากการกระทำอาจก้าวไกลจนถึงขั้นที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่คู่กรณีหรือแม้กระทั่งสังคมโดยที่ไม่ควรจะเป็น ก็อาจมีบทบัญญัติไว้ว่าเฉพาะการกระทำภายในขอบเขตเช่นว่านั้นไม่ถือเป็นการกระทำความผิด ซึ่งก็แปลว่าจริงๆแล้วเป็นความผิด แต่กฎหมายบัญญัติว่าไม่ถือว่าเป็นความผิด
ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศที่จะกำหนดขอบเขตว่าอย่างไหนหรือระดับไหนถือเป็นการกระทำความผิด และอย่างไหนไม่ผิด
ยกตัวอย่างเช่นเรื่องรถยนต์เกิดการเฉี่ยวชนกัน ถ้าทั้ง 2 ฝ่ายต่างมีประกันรถยนต์สำหรับคุ้มครองผู้เสียหายในระดับที่ไม่เกินสมควร อย่างนี้ให้ถือว่าไม่เป็นความผิด หรือ No-Fault แต่ถ้าความเสียหายสูงมากต้องพิสูจน์ถูกผิด (Black Law Dictionary: A type of automobile insurance in which each person's own insurance company pays for injury or damage up to a certain limit regardless of whether its insured was actually at fault) และในขณะเดียวกัน กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการหย่าร้างของคู่สมรสที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความถูกผิด อย่างนี้ก็เป็น No Fault เช่นกัน (Black Law Dictionary: A type of divorce in which a marriage can be ended on a mere allegation that it has “irretrievably” broken down or because of “irreconcilable” differences between the spouses…Fault on the part of either spouse need not be shown or proved)
จึงสรุปได้ว่าการกระทำเกิดขึ้นจริง อาจจะผิดหรือไม่ผิด แต่กฎหมายบัญญัติว่า ไม่ถือเป็นความผิด และไม่ต้องมีการพิสูจน์ผิดถูก
เมื่อมาพิจารณาเรื่องทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ถ้าจะเอาคำว่า No-Fault มาใช้ก็น่าจะมีความหมายเดียวกัน คือ
1.มีการกระทำ ซึ่งจะเป็นไม่เจตนา หรือประมาทเลินเล่อ ก็แล้วแต่
2.การกระทำนั้นเป็นความผิด และ
3.แต่กฎหมายให้ถือว่าไม่เป็นความผิด..ซึ่งเท่ากับเป็นการยกเว้น
แต่ถ้าเป็นเจตนา ก็เท่ากับเป็นเรื่องทุรเวช และไม่เข้าลักษณะ No-Fault แน่นอน
กรณีที่เกิดจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำที่ไม่เจตนาหรือประมาทเช่นนี้ทำให้ไม่ต้องมีการพิสูจน์ถูกผิดฟ้องร้องดำเนินคดีทางศาล และเมื่อไม่มีการดำเนินคดีทางศาลก็ไม่มีการฟ้องร้องไล่เบี้ยใคร
แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายที่บัญญัติเช่นนี้ไม่สามารถอ้างเป็นหลักทั่วไป แต่ละประเทศอาจบัญญัติในลักษณะที่เป็นเงื่อนไขข้อจำกัดที่ต่างกัน
ความเห็นเหล่านี้ บางครั้งก็ก้ำกึ่ง ยากที่จะบอกได้ชัด คงต้องพิจารณาเป็นรายๆไป ไม่ควรเหมารวมทั้งหมดว่าผิดหรือไม่ผิด ต้องรับผิดหรือไม่ต้องรับผิด






