ไม่ใช้เงินสดกับไม่มีเงินสดใช้ ..ไม่เหมือนกัน

ไม่ใช้เงินสดกับไม่มีเงินสดใช้ ..ไม่เหมือนกัน

ธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่งประกาศว่ากำลังพัฒนาระบบการชำระเงินด้วย “คิวอาร์โค้ด”โดยผูกกับบัตรเครดิตของผู้ให้บริการระดับโลก จะเปิดใช้สิ้นปีนี้

ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ก็ปล่อย “คิวอาร์เพย์”(QR Pay)ให้ลูกค้าชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ดเช่นเดียวกัน ถึงขนาดที่เราจ่ายเงินค่าวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างหรือแม่ค้าร้านข้าวแกงแบบไร้เงินสดกันได้แล้ว

ถ้าเป็น 2-3 ปีก่อน เวลาที่เราพูดคำว่าสังคมไร้เงินสด(Cashless Society)เรามักพูดติดตลกกันว่าหมายถึงไม่มีเงิน(Out of Money)หรือเปล่า 

แต่มาวันนี้ เรารู้กันเป็นอย่างดีแล้วว่าสังคมไร้เงินสด ทำให้เราไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับเงินสดที่มีอยู่ใดๆ จะเหรียญ หรือธนบัตรก็ไม่ต้องหยิบขึ้นมาใช้งาน ระบบการชำระเงิน(Payment System)ถูกพัฒนาไปมาก 

เดิมเราอาจคุ้นเคยกับการโอนเงินให้ร้านค้าบนโลกออกไลน์เท่านั้น ปัจจุบันโลกออฟไลน์ทั้งร้านค้า ห้างสรรพสินค้า กระทั่งพ่อค้าแม่ขายตามตลาดนัดก็มีช่องทางการรับเงินจากเราได้ง่ายดายผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งใช้เวลาไม่ถึง 1 นาทีก็เสร็จแล้ว สิ่งที่ใกล้ตัวและทุกคนก็ใช้ได้คือบริการพร้อมเพย์(PromptPay) ที่เราสามารถโอนเงินไปธนาคารไหนก็ได้ ให้ใครก็ได้ เพียงแค่รู้เบอร์โทรศัพท์หรือเลขบัตรประชาชน โดยโอนไม่เกิน 5,000 บาทไม่ต้องเสียค่าธรรเนียม หรือถ้าเกินค่าบริการก็น้อยกว่าสมัยที่เคยต้องจ่ายให้กับธนาคารอยู่มาก 

ขณะที่ร้านสะดวกซื้อยักษ์ใหญ่อย่างเซเว่นอีเลฟเว่น ก็ผลักดันให้ลูกค้าจ่ายเงินผ่านแอพพลิเคชั่นที่ผูกกับบัญชีทรูมันนี่อีกที ใช้กลยุทธ์แถมเงินให้ลูกค้า 30บาท เมื่อใช้แอพ ซึ่งถือว่าลงทุนพอสมควร ต้องการให้เกิดการใช้จ่ายด้วยประสบการณ์ใหม่ที่ไม่ต้องพกบัตรสมาชิก ไม่ต้องควักเงินออกมานับให้วุ่นวาย 

นอกจากนี้บรรดา “แสตมป์เซเว่น” ที่เป็นไม้เด็ดเวลาที่ทำการส่งเสริมการขาย(Sales Promotion) ก็ยังเก็บเอาไว้ในแอพได้ด้วย ประหยัดค่าผลิตแสตมป์ไปในตัว หรือจะรายที่ใจป้ำก็คือแรบบิทไลน์เพย์(Rabbit LinePay)ใช้จุดแข็งที่คนไทยเราแชทกันผ่านไลน์ที่มีสมาชิกหลายสิบล้านคน เพิ่มบริการชำระเงินผ่านมือถือเข้าไป นอกจากได้ส่วนดลดต่างๆตามปกติแล้ว ยังแจกเงินสำหรับซื้อของอีก100 บาท แถมยังไม่จำกัดจำนวนคนด้วย 

จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมผู้บริโภค(Consumer Behavior)เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา หากผู้ประกอบการต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นอยู่ไปสู่สิ่งใหม่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างประสบการณ์“ทางบวก”(Customer Experience) หรือความประทับใจให้เกิดขึ้นกับลูกค้า และไม่ใช่ทำครั้งเดียว หากแต่ทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนสิ่งใหม่นั้นเป็นเรื่องปกติและกลืนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน 

ตัวอย่างการอัดโปรโมชั่นล่อใจของหลายแบรนด์ด้วยการแจกเงิน ให้ส่วนลด เพื่อให้เกิดการลองใช้(Trial)จึงเป็นเรื่องคลาสสิคที่บรรดาสินค้าต่างๆทำกันมานาน 

ตอนนี้ก็มีสตาร์ทอัพไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ลงมาเล่นเรื่องระบบการชำระเงินนี้มาก ก็ต้องชื่นชมภาครัฐและแบงค์ชาติด้วยครับที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันเรื่องนี้ คงไม่ต้องไปเปรียบเทียบสังคมไร้เงินสดระหว่างบ้านเรากับต่างประเทศมาก ถือเสียว่าได้ใช้เวลามีความสุขกับการหยิบจับธนบัตรในมือกันให้นานหน่อย  เพราะวันข้างหน้าสิ่งที่เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนเหล่านี้ก็จะกลายเป็นของหายาก หาที่ไหนก็ไม่มีแล้ว 

จะเงินสดหรือเงินดิจิทัล มีเอาไว้ก่อน ก็อุ่นใจกว่าไม่มีนะครับ