ทำไมตัวเลขเศรษฐกิจดี แต่ท้องยังร้อง?

ทำไมตัวเลขเศรษฐกิจดี แต่ท้องยังร้อง?

เป็นคำถามที่หลายคนอาจจะสงสัย ในเมื่อสภาพัฒน์เพิ่งจะประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติหรือจีดีพี(GDP)ไตรมาสที่สองของปี 2560 เติบโต 3.7%

ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในช่วง 17 ไตรมาสหรือ 4 ปีที่ผ่านมา ก็พอจะพูดได้ว่าตอนนี้เศรษฐกิจของไทย “ดีขึ้น” แต่ทำไมเวลาไปถามพ่อค้าแม่ขายตามตลาดร้านช่อง กลับพูดไม่ตรงกัน?

รายการ Business 101 ก็สงสัยเช่นเดียวกับท่านผู้อ่าน จึงลองไปสอบถามความในใจของคนทำงาน คนค้าขาย ที่เราเรียกว่า “ชนชั้นกลาง” นี่ล่ะครับ ปรากฏว่าแต่ละท่านต่างก็บ่นด้วยความอึดอัดใจคนผมหูชา ความที่พอจะสรุปได้คือ พวกเขาไม่ได้รู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ชีวิตดีขึ้น ในทางกลับกัน มองว่ารายได้ลดลง ขายของไม่ค่อยออก ขณะที่สินค้าที่เป็นต้นทุนการค้าทั้งหลายราคาก็สูงขึ้น เพราะผู้คนระมัดระวังการใช้จ่ายมากกว่าเดิม

ก็ตรงตามหลักเศรษฐศาสตร์เรื่องของความคาดหวังในอนาคตข้างหน้า (Expectation) ถ้าผู้คนคิดว่าอีกหน่อยบ้านเมืองจะมีปัญหา ข้าวยากหมากแพง หรือว่า อาจจะตกงานจากภาวะปัจจัยใดก็ตามทีที่เรามักเรียกว่าความไม่แน่นอน (Uncertainty) เราในตอนนี้ก็จะรัดเข็มขัดด้วยความหวั่นใจ เริ่มลดการจับใช้ ไม่ชอปปิง อะไรที่เคยกินเคยใช้ก็จะซื้อน้อยลง นี่เป็นความรู้สึกของกลุ่มตัวอย่างที่รายการไปพูดคุยด้วย

นอกจากนี้ แม้ว่าข่าวสารที่สื่อต่างๆ เน้นย้ำว่าตอนนี้ประเทศเราขับเคลื่อนด้วยพลังของ “การลงทุนภาครัฐ” กับโครงการขนาดใหญ่หรือเมกะโปรเจคต่างๆ หากแต่ชาวบ้านร้านช่องยังไม่รู้สึกถึงผลพลอยได้ที่เกิดขึ้น เพราะว่าไม่ได้ใช้ ใครได้ใช้งานก็พอจะพึงพอใจกับเขาบ้าง ดังนั้น จึงพอจะพูดได้ว่า “กลุ่มตัวอย่าง”  ที่รายการไปพูดคุยนั้น ปากยังกินไม่อิ่ม ท้องก็ยังร้องด้วยความหิว

ท่ามกลางมุมมองต่ออนาคตที่ไม่ได้สวยเท่าไรนัก จึงได้พูดคุยกับทางนักเศรษฐศาสตร์เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น กับ ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้บริหารจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา อาจารย์มองว่าตอนนี้ตัวเลขที่ดีขึ้น ถือเป็นการฟื้นตัวที่กระจุกเฉพาะกลุ่มทุนที่ได้รับผลประโยชน์ในช่วงที่ผ่านมา ยังไม่กระจายลงไปถึงมือของประชาชนจริงๆ จึงไม่แปลกที่ผู้ที่อยู่ในระดับเศรษฐกิจฐานรากจะยังไม่พอใจกับสภาพที่เป็นอยู่

เมื่อพิจารณาทั้งส่วนของการบริโภค การผลิต ที่เป็นองค์ประกอบของอุปสงค์อุปทาน อาจารย์สมประวิณ มองว่าที่ผ่านมาเราไม่ได้มีการผลิตล้นเกิน (Excess Supply) มากอย่างที่บางท่านเข้าใจ เพราะในระยะยาวสิ่งที่แสดงถึงความแข็งแกร่งของก็คือส่วนของอุปทาน (Supply Side) นี่ล่ะ ถ้าไปดูส่วนของอุปสงค์ ภาคการส่งออกตัวเลขก็ดีขึ้นก็พอจะพูดได้ว่า ต่างชาติต้องการสินค้าและบริการของเรามากขึ้นจากภาวะของเศรษฐกิจโลกที่ค่อยๆ ฟื้นตัว 

เมื่อพิจารณาสิ่งที่่ยังน่าห่วงก็คือ การลงทุนของภาคเอกชนที่เป็นตัวสะท้อนความมั่นใจ แม้องค์กรใหญ่ต่างๆ จะลงทุนกันมหาศาลตามที่เราทราบจากพื้นที่ข่าวมาตลอด แต่เมื่อพิจารณา คือ องค์กรใหญ่ทั้งหลายเอาเงินไปลงทุนต่างประเทศจะทั้งโอกาสทางธุรกิจก็ดี ความเสี่ยงที่ประเมินไว้ก็ดี กลายเป็นการจ้างงานในประเทศกลับไม่ได้ดีขึ้น ตัวเลขการว่างงานก็ดูเพิ่มขึ้นจนน่าจับตา สิ่งที่อาจารย์สมประวิณเน้นย้ำคือ การกระจายรายได้ผ่านนโยบายต่างๆ ไปให้กับประชาชนให้ครอบคลุมมากกว่านี้ เพราะด้วยปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ทำให้ชีวิตคนรวยกับคนจนยังแตกต่างกันอย่างมาก เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าการสร้างตัวเลขเศรษฐกิจที่โตเอาๆเสียอีก

คงยากทีเดียวที่จะหาข้อสรุปให้กับเรื่องนี้ เพราะตัวเลขจีดีพีขยับดีขึ้นจริง ท้องของคนชั้นกลางและฐานรากก็ยังร้องจ๊อกๆอยู่จริง ขณะที่จะรายย่อย หรือว่าผู้ประกอบการขนาดเล็กตอนนี้ก็กู้เงินจากธนาคารได้ยากเหลือเกินตามตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่สูงสิบและตัวเลขการผิดนัดชำระหนี้ก็กำลังเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ คงต้องบอกกับท่านผู้อ่านครับว่า “ต้องสู้ จึงจะชนะ” ครับ