การมาเยือนของรมต. เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน

การมาเยือนของรมต. เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน

รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน จะมาเยือนไทย, ฟิลิปปินส์และมาเลเซียระหว่างวันที่ 4-9 เดือนนี้

จึงเป็นจังหวะที่ต้องวิเคราะห์ทิศทางนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ต่อประเทศแถบนี้

คำถามแรกก็คือทรัมป์กับทิลเลอร์สันมีความเห็นตรงกันในเรื่องนโยบายต่อเอเชียและอาเซียนหรือเปล่า?

ที่ยากกว่านั้นคือคำถามที่ว่าทรัมป์มีนโยบายต่ออาเซียนอย่างเป็นรูปธรรมหรือยัง?

ที่รู้แน่ ๆ คือทรัมป์ยกเลิกนโยบาย ปักหมุดสู่เอเชีย หรือ Pivot to Asia ของโอบามาแล้ว แต่นั่นไม่ได้แปลว่าสหรัฐจะไม่พยายามดำรงไว้ซึ่งอิทธิพลและบารมีในเอเชีย ตรงกันข้ามเรากลับเห็นเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้มากขึ้น

ก่อนรับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ, เร็กซ์ ทิลเลอร์สันเป็นซีอีโอของ ExxonMobil ระหว่าง 2006-2016

ดูตามประวัติการทำงานกับเอสโซ่ เขาน่าจะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศไทยอยู่บ้าง เพราะในปี 1995 ทิลเลอร์สันได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บริหารรับผิดชอบ Esso Exploration and Production Khorat Inc ซึ่งเป็นหน่วยงานของเอสโซ่ที่เกี่ยวกับการขุดหาน้ำมันทางภาคอีสานของประเทศไทยและไต่เต้าขึ้นมาเรื่อยๆ จนเป็นซีอีโอของ ExxonMobil เมื่อต้นปี 2006 จนถึงเมื่อ 6 เดือนก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เชิญมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐคนที่ 69

ที่น่าสนใจคือเมื่อปี 2013 เขาแสดงจุดยืนสนับสนุน TPP (Trans-Pacific Partnership) ในการแสดงความเห็นในเวที Global Security Forum ด้วยประโยคที่ว่า

“One of the most promising developments on this front is the ongoing effort for the Trans-Pacific Partnership…The 11 nations that have been working to lower trade barriers and end protectionist policies under this partnership are a diverse mix of developed and developing economies. But all of them understand the value of open markets to growth and progress for every nation.”

สะท้อนว่าในฐานะนักธุรกิจระดับสากล เขาเห็นว่า TPP จะสร้างศักยภาพให้กับการค้าขายผ่านระบบ ตลาดเปิดที่สมาชิกในกลุ่มจะได้ประโยชน์อย่างมหาศาล

แต่มาวันนี้เขาต้องเดินตามทรัมป์ทั้งๆ ที่ผมเชื่อว่าลึกๆ แล้วทิลเลอร์สันก็รู้ว่าหากสหรัฐเลิก TPP ก็เท่ากับเปิดทางให้จีนสามารถเข้ามาขยายบทบาทผ่าน RCEP หรือ Regional Comprehensive Economic Partnershipที่จีนเป็นแกนหลัก บวกอาเซียนและชาติอื่นๆ ในภูมิภาคนี้

หัวข้อสำคัญที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐมาคุยกับฝ่ายไทยก็คงจะมีเรื่องการไปเยือนทำเนียบขาวของนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชาที่ยังไม่ได้กำหนดวันที่แน่นอน แต่จำเป็นจะต้องลงรายละเอียดว่าจะพูดคุยกันเรื่องอะไรที่ทั้งสองฝ่ายเห็นว่าจำเป็นเพื่อกระตุ้นความสัมพันธ์ให้กลับไปสู่ความคึกคักอีกครั้งหนึ่ง

ประเด็นเรื่องเกาหลีเหนือก็คงจะเป็นหนึ่งในวาระการพูดคุยก็หนีไม่พ้นเรื่องเกาหลีเหนือที่อเมริกาต้องการจะให้ประเทศในอาเซียนช่วยกันกดดันโสมแดงเพื่อยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และทดลองขีปนาวุธ

ฝ่ายไทยก็ควรจะพยายามหาคำตอบจากเขาว่าตกลงวอชิงตันมีจุดยืนต่อเกาหลีเหนืออย่างไรกันแน่

ทรัมป์เขียนทวิตเตอร์ต่อว่าต่อขานจีนอย่างเปิดเผยว่าไม่ได้ช่วยกดดันเกาหลีเหนือเพียงพอ

ทูตสหรัฐประจำสหประชาชาตินิกกี้ ฮาเลย์ประกาศต่อมาว่า “เวลาแห่งการพูดคุยกับเกาหลีเหนือหมดแล้ว” ทำนองว่ากำลังคิดหาหนทางอื่นในการจัดการกับเกาหลีเหนือ

แต่ล่าสุดทิลเลอร์สันเองกลับบอกว่าเขาต้องการจะบอกเกาหลีเหนือว่า เราไม่ใช่ศัตรูของคุณ” และต้องการจะพูดจากับโสมแดง

รมต. ต่างประเทศคนนี้เน้นอย่างน่าสนใจเป็นครั้งแรกว่า

“We do not seek a regime change; we do not seek the collapse of the regime; we do not seek an accelerated reunification of the peninsular; we do not seek an excuse to send our military north of the 38th parallel.”

นั่นคือนโยบาย “4 ไม่” ของทิลเลอร์สันต่อเกาหลีเหนือ นั่นคือ

ไม่แสวงหาการล้มล้างระบอบการปกครอง

ไม่แสวงการโค่นล้มรัฐบาลปัจจุบัน

ไม่แสวงหาการรวมชาติสองเกาหลีอย่างเร่งร้อน

ไม่แสวงหาข้ออ้างที่จะส่งทหารข้ามเส้นขนานที่ 38

ปัญหาคือโดนัลด์ ทรัมป์กำลังคิดทั้ง 4 เรื่องนี้อยู่หรือเปล่า?