รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้มีการปฏิรูปสองเรื่องใหญ่คือการศึกษาและตำรวจ
รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการทั้งสองชุดแล้ว มีเวลาทำงานประมาณ 9 เดือน หัวหน้าทีมของทั้งสองชุดก็เป็นบุคลลที่มีประวัติการทำงานที่เชื่อถือได้ดี อาจมีความเห็นเกี่ยวกับรายชื่อบางคนบางตำแหน่งที่แตกต่างกันก็เป็นเรื่องธรรมดา ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล หากแต่เป็น “ภารกิจ” คืออะไรมากกว่า
ผลที่ประชาชนอย่างเราจะคาดหวังจากทั้งสองคณะคืออะไร?
สิ่งที่จะคาดหวังได้ก็คงจะเป็นเอกสารข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปทั้งสองด้าน ซึ่งไม่ได้แปลว่าจะมีผลทางปฏิบัติจริงจังตามกำหนดเวลาที่วางเอาไว้
เหตุที่หวังได้เพียง “ข้อเสนอ” อีกหนึ่งชุดทั้งเรื่องการปฏิรูปการศึกษาและตำรวจก็เป็นเพราะหากว่าตาม Roadmap ของรัฐบาลและ คสช. เอง ข้อเสนอต่าง ๆ เหล่านี้ทำเสร็จได้ก็ใกล้กับการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ที่จะมีขึ้น
ดังนั้นไม่ว่าคณะกรรมการสองชุดนี้จะเสนออะไรอย่างไร ผู้ที่จะนำไปปฏิบัติ (หากเขาเห็นด้วย) ก็คงเป็นรัฐบาลที่มาหลังการเลือกตั้ง
ไม่มีใครรับรองว่าข้อสรุปของคณะกรรมการทั้งสองชุดจะกลายเป็นความจริงได้หรือไม่
นั่นย่อมแปลว่าสิ่งที่เรียกว่า “ปฏิรูป” นั้นจะเป็นเพียง “ข้อเสนอให้ปฏิรูป” ที่เป็นเอกสารเท่านั้น มิได้มีอะไรที่จะทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปอย่างแท้จริงแต่อย่างไร
ถามต่อว่าแนวทางการปฏิรูปการศึกษาและตำรวจของประเทศไทยเคยมีการศึกษาและนำเสนอมาก่อนหน้านี้หรือไม่อย่างไร?
ตอบได้ว่าสองหัวข้อนี้เป็นประเด็นการวิจัย วิเคราะห์ นำเสนอโดยคณะกรรมการมากมายหลายชุดในอดีต เรียกได้ว่าเกือบทุกรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมาได้รับข้อเสนอและทิศทางที่จะปฏิรูปสองหัวข้อนี้อย่างมากมาย, ละเอียดและรอบด้านมาแล้วทั้งสิ้น
ใครที่ได้เคยอ่านข้อเสนอให้แก้ไขปรับปรุงยกเครื่องระบบการศึกษาและตำรวจของประเทศจะรู้ว่าเรามีเอกสารว่าด้วยสองหัวข้อนี้อย่างมาก ไม่ว่าโลกนี้มีระบบเกี่ยวกับสองเรื่องนี้อย่างไร คณะกรรมการและนักวิเคราะห์วิจัยของไทยเราก็ล้วนแล้วแต่ได้นำมาปรับแก้ให้เหมาะกับไทยแล้วทั้งสิ้น
พูดง่าย ๆ คือประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนข้อมูล ความเห็นและข้อเสนอที่จะยกระดับของการศึกษา แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และปรับแก้ระบบตำรวจของประเทศให้สอดคล้องกับความต้องการและคาดหวังของประชาชน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการ “กระจายอำนาจ” ของการบริหารการศึกษาหรือตำรวจ การหาทางยุติการเก็บแป๊ะเจี๊ยะในโรงเรียนหรือการซื้อขายตำแหน่งของตำรวจล้วนแล้วแต่มีข้อเสนอว่าจะทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาเหล่านี้แล้วทั้งสิ้น
การแก้ปัญหาอย่างถาวรจึงไม่ได้อยู่ที่การตั้งคณะกรรมการ หากแต่อยู่ที่การกำหนดให้ชัดเจนว่าจะนำข้อเสนอเหล่านั้นมาทำให้เกิดขึ้นในทางปฏิบัติอย่างจริงจังและประชาชนสามารถตรวจสอบและติดตามการทำงานตามแผนหรือไม่อย่างไร
ท้ายที่สุด ไม่ว่าคณะกรรมการทั้งสองชุดจะสรุปข้อเสนออย่างไรก็คงไม่เกิดการปฏิรูปได้ เพราะผลงานของคณะกรรมการก็คงจะเป็นเอกสารปึกใหญ่อีกปึกหนึ่งที่ไปกองเอาไว้ที่สำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวงทบวงกรมทั้งหลายเท่านั้น มิได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมได้แต่ประการใดเลย
การจะทำให้เกิดการปฏิรูปจริงจังจึงอยู่ที่การทำให้เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ และนั่นย่อมหมายถึง “ความกล้าหาญทางการเมือง” อันเกิดจาก “ความมุ่งมั่นที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงสู่เป้าหมาย” ที่เรียกว่า political will
คำว่า political will มีมากกว่า “ความหวังดี” หรือ “ความตั้งใจดี” หรือเป็นเพียง “นโยบาย” บนกระดาษเท่านั้น หากแต่จะต้องใช้อำนาจและความรับผิดชอบที่มีอยู่ให้นำไปสู่การกระทำหรือ action ที่ต้องทำไม่ว่าการตัดสินใจเช่นนั้นจะกระทบผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มหรือไม่อย่างไร






