วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน 2569

Login
Login

20 ปีวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียปี 40 (2)

20 ปีวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียปี 40 (2)

หลังเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวและมีการขยายตัว โจทย์ที่ต้องทำต่อไปก็คือ การปฏิรูปเศรษฐกิจ

ซึ่งหลังวิกฤติปี 40 มีประเด็นสำคัญที่ต้องปฏิรูปอยู่ 4 เรื่องคือ นโยบายเศรษฐกิจ การกำกับและตรวจสอบระบบธนาคารพาณิชย์ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่สำคัญ การปรับปรุงธรรมาภิบาลหรือการกำกับดูแลในบริษัทเอกชน และการสร้างกลไกสอดส่องดูแลเศรษฐกิจและช่วยเหลือทางการเงินระหว่างประเทศในภูมิภาค ทั้ง 4 ประเด็นนี้สำคัญต่อการสร้างความเข้มแข็งและลดโอกาสของการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในอนาคต การปฏิรูปลักษณะนี้ได้ทำกันในเกือบทุกประเทศในเอเชีย ทั้งประเทศที่เกิดวิกฤติและประเทศไม่มีปัญหารุนแรงจากวิกฤติ ผลก็คือการปฏิรูปได้ทำให้ระบบเศรษฐกิจและการเงินของภูมิภาคเอเชียมีความเข้มแข็งขึ้นมากในช่วง 10 หลังเกิดวิกฤติในปี 1997 ซึ่งสำหรับประเทศไทย การปฏิรูประบบเศรษฐกิจที่ได้ทำไปได้แก่

1. การปฏิรูปไปสู่การใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น และมีกรอบนโยบายการเงินที่สอดคล้องกับระบบอัตราแลกเปลี่ยนใหม่ ซึ่งก็คือการเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ เป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวที่มีการจัดการ (managed float) และเปลี่ยนกรอบการทำนโยบายการเงิน ไปสู่การทำนโยบายการเงินที่มีอัตราเงินเฟ้อเป็นเป้าหมาย (Inflation targeting) 

พร้อมมีระบบการเปิดเผยข้อมูลและกระบวนการกำหนดนโยบายการเงินที่โปร่งใสและเป็นระบบ มีการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินทุก 6 สัปดาห์เพื่อตัดสินเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบาย มีตารางเวลาการประชุมคณะกรรมการที่แน่นอน มีการแถลงข่าว และเผยแพร่การวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจอย่างเป็นกิจลักษณะ สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้การทำนโยบายการเงินของประเทศมีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับ โดยเริ่มทำครั้งแรกในปี 2000 และยึดถือปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน

2. แก้ไขปัญหาและปฏิรูประบบการเงินของประเทศ ซึ่งกรณีของประเทศไทยเริ่มตั้งแต่การแก้ไขปัญหาฐานะของธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุนที่มีปัญหา โดยการเพิ่มทุน ควบรวม และแก้ปัญหาหนี้เสีย จากนั้นก็คือการปรับปรุงระบบการกำกับและตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ ที่นำไปสู่ระบบตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ที่ให้ความสำคัญกับความเสี่ยง (risk-based) ตามเกณฑ์บาเซิล 2 ที่เป็นมาตรฐานการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ของโลก 

เริ่มการตรวจสอบธนาคารพาณิชย์แบบกลุ่ม (consolidated supervision) และเริ่มใช้มาตรฐานบัญชีตามมาตรฐาน IAS39 อย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีการจัดระเบียบธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ภายใต้นโยบาย “One Presence” มีการทำนโยบายที่ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงที่จะมีต่อเสถียรภาพระบบการเงิน โดยพัฒนานโยบายด้านเสถียรภาพของระบบการเงินที่มีมาตรการ Macroprudential เป็นเครื่องมือ ให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลหรือการกำกับดูแลกิจการของธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะในเรื่องความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูล และมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการเงินของประเทศ 

ซึ่งรวมถึงการพัฒนาระบบชำระเงินและตลาดพันธบัตร โดยบรรจุไว้ในแผนพัฒนาระบบการเงินฉบับที่ 1 และ 2 และต่อเนื่องมาถึงแผนที่ 3 ในปัจจุบัน และเพื่อรองรับการปฏิรูปเหล่านี้ ได้มีการออก พ.ร.บ. ธนาคารแห่งประเทศไทย และ พ.ร.บ. สถาบันการเงินฉบับใหม่ เพื่อเป็นกรอบกฎหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจบริหารจัดการเศรษฐกิจและกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ตามแนวทางการปฏิรูปที่ได้กล่าวไป สิ่งเหล่านี้ทำให้ระบบการเงินของประเทศมีความเข้มแข็งและสามารถสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจได้อย่างที่ควรจะเป็น

3. ให้ความสำคัญเรื่องการกำกับดูแลกิจการหรือธรรมาภิบาลของบริษัทเอกชน จากที่ช่วงก่อนเกิดวิกฤติปี 40 ความบกพร่องในการกำกับดูแลบริษัทเอกชนโดยคณะกรรมการบริษัทเป็นจุดอ่อนสำคัญที่นำไปสู่ความอ่อนแอของบริษัทเอกชนจากการทำธุรกิจที่ขยายตัวเร็ว ไม่ระมัดระวัง กู้ยืมและสร้างหนี้มาก ทำให้ธุรกิจมีความเสี่ยงสูงเพราะขาดการบริหารความเสี่ยงที่ดี 

สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาจากโครงสร้างการกำกับดูแลของบริษัทที่ขาดการถ่วงดุลอย่างเหมาะสม ทำให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่โดยเฉพาะครอบครัวสามารถมีอำนาจและควบคุมการบริหารจัดการบริษัทได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยไม่คำนึงถึงผู้ถือหุ้นรายย่อย เป็นความอ่อนแอที่ทำให้บริษัทล่อแหลมต่อการเกิดปัญหาและเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่การเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ 

การปฏิรูปได้ทำทั้งในเรื่องการคุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้นรายย่อย เน้นการเปิดเผยข้อมูล และให้คณะกรรมการบริษัทมีความรับผิดชอบตามกฎหมาย รวมถึงปรับปรุงมาตรฐานบัญชี ออกแนวปฏิบัติที่ดีสำหรับกรรมการบริษัท รวมถึงการให้ความรู้และพัฒนากรรมการ

4. การสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศในภูมิภาคเพื่อสอดส่องดูแลและป้องกันการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในอนาคต เป็นความร่วมมือของประเทศหลักของเอเชียคือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้กับประเทศในกลุ่มอาเซียน คือกลุ่ม ASEAN+3 เพื่อพัฒนากลไกการให้ความช่วยเหลือทางการเงินสำหรับประเทศในภูมิภาค เริ่มตั้งแต่ปี 2000 ที่รัฐบาลของกลุ่มประเทศ ASEAN+3 ได้บรรลุข้อตกลงความคิดริเริ่มเชียงใหม่พหุภาคี จนนำไปสู่การสร้างกลไกการช่วยเหลือทางการเงินสำหรับประเทศในภูมิภาค (Chiang Mai Initiative Multilateralisation: CMIM) และจัดตั้งสำนักงาน AMRO (ASEAN+3 Macroeconomic Research Office) เมื่อปี 2011 ให้เป็นองค์กรที่จะทำหน้าที่สำคัญ 2 ด้าน คือ 

  1. สอดส่องดูแลภาวะเศรษฐกิจและความเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคอย่างเป็นระบบ 
  2. มีกลไกทางการเงินเพื่อช่วยเหลือประเทศในกลุ่มกรณีฉุกเฉินเพื่อป้องกันหรือลดความเสี่ยงการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ วงเงินช่วยเหลือนี้คือการให้กู้ยืมระหว่างประเทศสมาชิกในกลุ่มในรูปของ swap ซึ่งล่าสุดมีวงเงินรวมเท่ากับ 240 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ปัจจุบันสำนักงาน AMRO ตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ มีการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกลุ่มประเทศ ASEAN+3 ปีละ 2 ครั้ง เพื่อประเมินภาวะและความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาค ซึ่งต่างจากสมัยก่อนเกิดวิกฤติปี 40 ที่ไม่มีกลไกลักษณะนี้จัดตั้งขึ้น ทำให้ภูมิภาคเอเชียสมัยนั้นจำเป็นต้องพึ่งองค์กรภายนอกอย่างไอเอ็มเอฟเพื่อแก้ไขปัญหา

การปฏิรูปตามแนวทางดังกล่าวทำให้ภูมิภาคเอเชียมีความเข้มแข็งขึ้นมาก สิบปีหลังเกิดวิกฤติในปี 1997 ช่วยให้เศรษฐกิจของภูมิภาคขยายตัวได้ในอัตราเฉลี่ย 5% ตั้งแต่ปี 1998 ที่สำคัญ ฐานะต่างประเทศของประเทศในเอเชียล้วนเข้มแข็งขึ้นในรูปของฐานะดุลบัญชีเดินสะพัดและปริมาณเงินทุนสำรองทางการ ขณะที่ระบบธนาคารพาณิชย์ของภูมิภาคก็เข้มแข็งขึ้นจากผลของการปฏิรูป 

สิ่งเหล่านี้ทำให้ภูมิภาคเอเชียสามารถทัดทานผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นในปี 2008 ได้อย่างน่าพอใจ โดยเศรษฐกิจของประเทศเอเชียไม่ได้มีปัญหาหรือเกิดปัญหาตามไปด้วย ที่สำคัญเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียสามารถประคองการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกให้มีต่อเนื่องได้ในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรปประสบปัญหาจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่ปี 2008 ขับเคลื่อนโดยการเติบโตของเศรษฐกิจจีนและการขยายตัวของการค้าในภูมิภาคเอเชีย นอกจากนี้ความสามารถในการทำนโยบายของประเทศในเอเชียที่เพิ่มสูงขึ้นจากการปฏิรูป 

รวมถึงความเข้มแข็งของระบบการเงิน ก็ทำให้ประเทศในเอเชียสามารถบริหารจัดการผลกระทบจากการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศที่ไหลกลับเข้าสู่เอเชียหลังเกิดวิกฤติในสหรัฐฯและยุโรป ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ก่อให้เกิดปัญหาหรือสร้างความเสี่ยงด้านเสถียรภาพอย่างที่เคยเป็น จนปัจจุบันเอเชียได้กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญของโลกที่มีการเติบโตในอัตราที่ดีต่อเนื่อง

ในลักษณะนี้ เมื่อเทียบกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เกิดในสหรัฐฯและยุโรปปี 2008 ที่ผลกระทบยังไม่สามารถแก้ไขให้จบสิ้นได้นั้น พูดได้ว่าวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียที่เกิดขึ้นในปี 1997 เป็นตัวอย่างของการบริหารจัดการวิกฤติที่ประสบความสำเร็จ (a successful crisis) ที่นำมาสู่การปฏิรูปและการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในเอเชียอย่างสำคัญ ทำวิกฤติเป็นโอกาสโดยการปฏิรูปเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียมีความเข้มแข็ง และประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างที่เห็นทุกวันนี้