การวิพากษ์วิจารณ์แนวทางการปฏิรูปการเมือง ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
เริ่มมีมากขึ้นในขณะที่กติกาทางการเมือง เริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีที่มีการเปิดโอกาสให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันได้พอสมควรโดยไม่มีการปิดกั้นเหมือนกับก่อนหน้านี้ แต่ไม่ว่ารูปร่างหน้าตาของการปฏิรูปการเมืองในครั้งนี้จะออกมาในขั้นตอนสุดท้ายเป็นอย่างไร ก็เชื่อว่าแนวทางสำคัญๆ คงหนีไม่พ้นจากเป้าหมายเดิมของคสช. นั่นคือต้องการเห็นรูปโฉมการเมืองที่ต่างไปจากเดิมพอสมควร
ความกังวลที่เกิดขึ้นจากการปฏิรูปการเมืองรอบนี้จากการประเมินของเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งจากนักการเมืองและบรรดานักวิชาการต่างๆ มักจะวนเวียนอยู่ในสองประเด็นสำคัญของการเมือง คือ ที่มาของอำนาจทางการเมืองหรืออาจกล่าวนัยหนึ่งคือความชอบธรรมทางการเมือง กับ การทำลายนักระบบพรรคการเมืองหรือกลไกที่เป็นตัวของประชาชน ซึ่งหมายถึงนักการเมือง โดยมีการถกเถียงกันอย่างมากในสองประเด็นนี้มานานข้ามปี และเป็นประเด็นใหญ่เสมอเมื่อมีการพูดถึงเรื่องปฏิรูปทางการเมือง
ประเด็นเรื่องที่มาของอำนาจทางการเมืองหรือความชอบธรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความหวาดระแวง และความไม่วางใจระหว่างกลุ่มที่วนเวียนอยู่ในเวทีการเมือง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งหรือจากทหาร ซึ่งหากรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งก็มักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา หรือ ใช้พวกมากลากไปจนไม่ฟังเสียงใคร ในขณะที่รัฐบาลทหารก็มักจะถูกมองในเรื่องของการสืบทอดอำนาจทหารในรัฐบาลต่อไป ซึ่งนับเป็นประเด็นที่มีการกล่าวถึงแทบเป็นสูตรสำเร็จ
ส่วนประเด็นเรื่องการทำลายระบอบประชาธิปไตย ด้วยการทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ก็เป็นประเด็นสำคัญในการปฏิรูปการเมืองของระเทศทุกครั้ง ซึ่งมีความสัมพันธ์กับเรื่องที่มาของความชอบธรรมทางการเมือง และจากบทเรียนเมื่อไม่นานมานี้ พรรคการเมืองที่มีความเข้มแข็งและมีอำนาจมาก ก็ปรากฏว่ามีการใช้อำนาจทางการเมืองในทางที่ผิดอย่างมาก ทั้งเรื่องความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวม การดำเนินนโยบายที่เลือกเฉพาะผู้สนับสนุนทางการเมืองของตน เป็นต้น
แต่ประเด็นใหญ่และมีการกล่าวถึงกันค่อนข้างน้อยคือเรื่องการใช้อำนาจทางการเมือง ซึ่งไม่เพียงอำนาจในการบริหารประเทศเท่านั้น แต่รวมถึงขอบเขตการใช้อำนาจทางการเมืองและการตรวจสอบการใช้อำนาจ แม้ว่าที่ผ่านมา จะมีองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน หรือ การใช้นโยบายแบบผิดๆ อย่างเช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน รวมทั้งองค์กรอิสระอื่นๆ แต่การตรวจสอบต่างเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็น
ผู้เชี่ยวชาญบางคนเห็นว่าสาเหตุของความไร้ประสิทธิภาพ ขององค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจในสังคมไทย คือ ระบบอุปถัมภ์ที่ครอบงำทุกส่วนของสังคม และหากพิจารณากันจริงๆแล้วก็จะพบว่าบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองล้วนแต่รู้จักมักคุ้นกันเสมอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งไม่ว่าจะมีกฏกติกาดีอย่างไร ก็ยากที่จะก้าวพ้นปัญหาในเรื่องการใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนหรือกลุ่มตนเองได้ และในที่ดแล้ว ปัญหาใหญ่ของการปฏิรูปการเมืองทุกครั้งคือเรื่องการใช้อำนาจทางการเมือง
แน่นอนว่าแหล่งที่มาของอำนาจทางการเมืองที่ถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้เป็นเรื่องสำคัญ แต่สิ่งที่จะทำให้การเมืองพัฒนาต่อไปได้หรือทำให้การปฏิรูปทางการเมืองประสบความสำเร็จได้จึงอยู่ที่เรื่องการใช้อำนาจทางการเมือง และต้องมีกฏกติกาในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชาติจนถึงระดับท้องถิ่น รวมถึงส่วนราชการอีกด้วย หากเราไม่ถกเถียงกันเรื่องนี้ให้ได้ข้อยุติ ก็เชื่อแน่ว่าอีกไม่นานก็จะมากถกเถียงในประเด็นเดิมๆ และหากพิจารณากันจริงๆก็อาจจะไม่ใช่แก่นแท้ แต่เป็นแค่เปลือกนอกของระบอบประชาธิปไตย






