วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หยุดผลิตปิโตรเลียม หยิกเล็บเจ็บเนื้อ

ตามที่ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2560

 ให้เพิกถอนระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เรื่องการให้ความยินยอมในการนำทรัพยากรธรรมชาติ ในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจึงแจ้งให้ผู้รับสัมปทานบนบกทุกราย “หยุดกิจกรรม” การผลิตปิโตรเลียมที่มีการดำเนินการอยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. เป็นการชั่วคราว

หนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบสำคัญในกรณีนี้ คือบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. บริษัทลูกปตท. ที่ต้องหยุดผลิตปิโตรเลียมในโครงการ S1 (ผู้ได้รับสัมปทานคือบริษัทปตท.สผ.สยาม ซึ่งปตท.สผ.ถือหุ้น 100%) เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณการขายน้ำมันดิบลดลงประมาณ 1.5 หมื่นบาร์เรลต่อวัน ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) ลดลงประมาณ 130 ตันต่อวัน และก๊าซธรรมชาติลดลงประมาณ 10 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

ไม่เพียงโครงการ S1 ในแหล่งสิริกิติ์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ จ.สุโขทัย พิษณุโลก และกำแพงเพชร เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ ยังมีแหล่งปิโตรเลียมอื่นที่ได้รับกระทบตามมาอีก 6 บริษัท ได้แก่ บริษัท ซีเอ็นพีซีเอชเค (ไทยแลนด์) จำกัด แปลงสัมปทานในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร จ.สุโขทัย, บริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์, บริษัท พีทีทีอีพี เอสพี ลิมิเต็ด แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.ขอนแก่น จ.อุดรธานี,บริษัท อพิโก้ (โคราช) จำกัด แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.ขอนแก่น จ.อุดรธานี จ.กาฬสินธุ์, บริษัท ทวินซ่า ออยล์ ลิมิเต็ต แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.พิษณุโลก และบริษัท ย่านฉาง ปิโตรเลียม (ไทยแลนด์) จำกัด แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.บุรีรัมย์

จะเห็นได้ว่า คำพิพากษาศาลปกครองที่ว่าไปตามเนื้อผ้า ตามตัวบทกฎหมายที่บังคับใช้ในปัจจุบัน ทว่าผลกระทบตามมาที่ไม่อาจปฏิเสธคือ ปัญหาด้านความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ จากปริมาณการผลิตปิโตรเลียมในประเทศที่ลดลง ตอกย้ำการเป็นประเทศที่“พึ่งพา”การนำเข้าปิโตรเลียมของไทย ที่อาจต้องเพิ่มปริมาณการนำเข้าปิโตรเลียมอีกในอนาคต ให้เพียงพอกับความต้องการใช้ปิโตรเลียมในประเทศ หากยังไม่มีทางออกในการแก้ไขปัญหานี้

โดยที่ผ่านมามีการพูดถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เร็วที่สุด คือการเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ออกคำสั่ง มาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2557 เพื่อให้ออกกฎหมายรองรับการใช้พื้นที่ ส.ป.ก. ซึ่งจะว่าไปแล้ว อาจเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุหรือไม่อย่างไร

กรณีดังกล่าว อาจสะท้อนถึง “ต้นตอ” ของปัญหาสังคมไทย ที่หลายเรื่องมักขาดการดำเนินการตาม “ระบบหรือขั้นตอน” ที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง ปัญหาจึงมาบานปลายภายหลังหรือไม่ก็มักพบว่าระบบการดำเนินการของหน่วยงานราชการเป็นไปด้วยความล่าช้า ทำให้ต้องใช้เวลานานในการสะสาง เข้าตำรา “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้”

มาตรา44 จึงเป็นเหมือนแก้วสารพัดนึกที่แก้ได้ทุกปัญหาได้ทันใจ ตั้งแต่ การแก้ไขปัญหามาตรฐานการบิน ปัญหาประมงผิดกฎหมาย การจัดสรรที่ดินเขตเศรษฐกิจพิเศษ ล่าสุดยังมีการเรียกร้องให้ใช้มาตรา 44 เร่งโครงการรถไฟไทย-จีน เป็นต้น ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ทุกฝ่ายต้องหันดำเนินการในเรื่องน้อยใหญ่ ให้อยู่ในระบบที่ถูกต้อง เสียตั้งแต่ต้นทาง แม้อาจล่าช้าไม่ทันใจ ไม่เช่นนั้นเมื่อเกิดการตรวจสอบความถูกต้องซึ่งต้องยึดตามตัวบทกฎหมายขึ้นมา ก็จะกลายเป็นประเด็นผลกระทบ ที่ล้วน “หยิกเล็บเจ็บเนื้อ” ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น