background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

องค์กรพัฒนาภาคเอกชน (NGO) กับปัญหาธรรมาภิบาล

องค์กรพัฒนาภาคเอกชน (NGO) กับปัญหาธรรมาภิบาล

ถ้าเรามาดูจุดเริ่มต้นของ NGO ของบ้านเรา อาจต้องย้อนดูจากกำเนิด NGO ยุคแรกๆที่เกิดในต่างประเทศ เพราะเราเอาของเขามา

TVA and the grass root ถือเป็นเรื่องราวที่ก่อกำเนิด NGO รุ่นบุกเบิก ที่เริ่มต้นจากการรวมตัวของประชาชน ในสังคมของท้องถิ่นที่ลุ่มน้ำเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา เพื่อคัดค้านหน่วยงานรัฐที่มีชื่อว่า Tennessee Valley Authority หรือ TVA ที่ถือเป็นองค์กรเครือข่ายสามัญชนคนธรรมดา ที่ทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก เป็นการทำงานภาคประชาชนที่คัดค้านองค์กรรัฐ ที่ดำเนินการอันมีผลกระทบต่อประชาชน

TVA ถือเป็นองค์กรแรกๆในโลกที่ทำให้คำว่า Non-Governmental Organization หรือองค์กรที่ไม่ใช่รัฐหรือราชการ เป็นที่รู้จักเกิดขึ้น ความสำเร็จของ NGO - TVA ทำให้เกิดการแพร่ขยายองค์กร NGO เพื่อตรวจสอบการดำเนินการโครงการต่างๆของรัฐบาลสหรัฐ และเนื่องจากไม่มีผลประโยชน์อื่นใดมากกว่าผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน จึงได้รับการยอมรับว่าทำเพื่อประชาชนจริงๆ

ต่อมา NGO ได้ขยายตัวไปทำงานเรื่องอื่นๆอีกมาก และเกิดหน่วยงานที่ทำงานข้ามชาติเข้ามาเกี่ยวข้องเช่นพวกกรีนพีซ (Green Peace) พวกองค์กรแพทย์ไร้พรมแดน และอีกมากมาย ใช้องค์กร NGO เป็นฐานปฏิบัติการ พร้อมให้การสนับสนุนด้านการเงิน เทคโนโลยี ก่อให้เกิดการสร้างผลประโยชน์ กลุ่ม งาน NGO จึงไม่ได้เน้นเรื่องทำงานเพื่อประโยชน์ต่อสังคมชุมชนอย่างเดียว แต่จะรวมถึงเป้าประสงค์จากองค์กรที่สนับสนุน วัตถุประสงค์ของ NGO จึงเริ่มเปลี่ยนไป

เนื่องจาก NGO ไม่ใช่องค์กรจดทะเบียนตามกฎหมายเสมอไป จึงเหมือนองค์กรนอกกฎหมายที่ไม่มีการตรวจสอบจากผู้ใด นอกจากบาง NGO ที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเช่นสมาคม มูลนิธิ แต่ก็เป็นการตรวจสอบธรรมดา เงินเข้าเงินออก การลงบัญชีรับจ่าย งบดุล แต่ไม่ได้ตรวจสอบการดำเนินงานรวมทั้งผลการปฏิบัติงาน

จากการศึกษาวิจัยของทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ประมาณ 12 ประเทศ ในหัวข้อ Accountability, Governance and NGO ซึ่งเป็นการศึกษาเชิงเปรียบเทียบทั้ง NGO ในประเทศพัฒนาแล้วเช่นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศกำลังพัฒนาในเขตเอเชีย-แปซิฟิก รวมถึงประเทศไทย พบว่าองค์กร NGO ในทุกประเทศมีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาลอย่างมาก และในหลายประเทศมีการจัดตั้งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีคณะกรรมการ แต่การดำเนินการมักอยู่ภายใต้การจัดการของบุคคลหรือคณะบุคคลคณะเล็กๆที่ควบคุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด 

ยิ่งถ้าเป็น NGO ที่ไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย ก็แทบไม่มีหลักประกันอะไรเลยว่าการบริหารจัดการจะเป็นไปอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และมีการตรวจสอบจากผู้มีส่วนร่วมและประชาชน 

การทำงานของ NGO จึงขึ้นอยู่กับหัวหน้าผู้เป็นแกนหลักหรือกลุ่มที่เป็นแกนนำเป็นหลัก

สำหรับประเทศไทยเรื่อง NGO แพร่ขยายและทำได้ดีในระยะแรกๆเพราะเป็นทางเลือกใหม่ในการตรวจสอบการทำงานภาครัฐโดยเฉพาะนักการเมืองที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย แต่ต่อมาเติบโตขึ้นและแพร่ขยายการตรวจสอบในเรื่องต่างๆมากขึ้น ในขณะเดียวกันเมื่อองค์กรเติบโตขึ้น ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น การแสวงหาแหล่งทุนจึงมีความจำเป็นมากขึ้น ณ ขั้นตอนนี้เป็นการเปิดโอกาสให้หลายฝ่ายจากภายนอกเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากองค์กร NGO ทั้งใช้เป็นเครื่องมือและเอามาเป็นพวก และเนื่องจากไม่มีการตรวจสอบเส้นทางการสนับสนุนทางการเงิน NGO ประเทศไทยจึงเริ่มถูกมองว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับบางองค์กรหรือหน่วยงาน

NGO ในประเทศไทยที่จัดตั้งเป็นนิติบุคคล ไม่ว่ามูลนิธิหรือสมาคม ตามหลักการแล้วต้องมีการประชุมประจำปี แถลงงบดุลและผลการปฏิบัติงาน แต่ในทางปฏิบัติ เกือบจะเป็นการประชุมที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ และจำนวนมากอาจไม่ได้มีการประชุมจริง และคงไม่มีใครเข้าไปตรวจสอบได้เพราะองค์กรพัฒนาเอกชนไทยเป็นองค์กรปิด ยิ่งไปกว่านั้นกลุ่มเครือข่ายที่เรียกตัวเองว่าเป็น NGO แต่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นรูปนิติบุคคลก็ยิ่งตรวจสอบอะไรไม่ได้เลย

ปัญหาธรรมาภิบาลของ NGO ในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรวมถึงประเทศไทยนับเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข บางประเทศมีการออกกฎหมายให้ NGO ต้องจดทะเบียน มิฉะนั้นจะทำงานไม่ได้ แต่ปัญหาก็คือ NGO ต้องการความเป็นอิสระ ไม่ต้องการให้ถูกควบคุม เพราะถ้าถูกควบคุมการทำงานของ NGO ก็จะไม่เป็นกลาง และประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไร

อย่างไรก็ตาม ในประเทศพัฒนาแล้ว วิธีการแก้ไขที่จะทำให้โปร่งใสได้ก็คือต้องมีกฎหมายที่ให้ NGO ต้องจดทะเบียน เหมือนเช่นผู้ที่จะทำหน้าที่ Lobbyist ที่สหรัฐ จะต้องจดทะเบียนเสียก่อนจึงจะทำหน้าที่นี้ได้ และผลจากการจดทะเบียนทำให้จะต้องถูกตรวจสอบ track record ย้อนหลังได้

และถ้าไม่มีคำอธิบายที่ดีพอ NGO นั้นก็อาจถูกถอดและให้หยุดจากการปฏิบัติหน้าที่นั้นได้เช่นกัน