วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

หางเสียงจากวอชิงตัน ที่แปรเปลี่ยน...

อาจจะต้อง “อ่านระหว่างบรรทัด” ภาษาการทูตให้ครบทุกมิติ ก่อนจะตีความว่าสหรัฐ

 ภายใต้การนำของประธานาธิบดีที่ชื่อโดนัลด์ ทรัมป์กำลังเปลี่ยนท่าทีต่อประเทศไทยจริงหรือไม่

ผมหมายถึงคำให้สัมภาษณ์ของคุณกลิน เดวี่ส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐ ประจำประเทศไทยที่เดินทางมายังกรุงวอชิงตันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และให้สัมภาษณ์กับวีโอเอภาคภาษาไทยว่า

สหรัฐ ต้องการเห็นความสมานฉันท์ในประเทศไทย และคิดว่าช่วงเวลาการเลือกตั้งของไทยเป็นเรื่องสำคัญอันดับรองลงมา

ทูตกลิน เดวี่ส์ ให้สัมภาษณ์ระหว่างเข้าร่วมงานเลี้ยงของสมาคม US-ASEAN Business Council ว่า “ที่สำคัญกว่าเรื่องการกำหนดวันเลือกตั้ง คือการที่ประเทศไทยสามารถทำให้ประชาชนทุกส่วน มีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของประเทศ และเกิดความปรองดองทางการเมืองในประเทศ”

ทูตเดวี่ส์ไปวอชิงตันก็เพื่อพบเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศชุดใหม่ ภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

น่าสังเกตว่าก่อนหน้านี้กระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ภายใต้อดีตรัฐมนตรีจอห์น แคร์รี่ ในสมัยของประธานาธิบดีโอบามา ได้พยายามเร่งเร้าให้ประเทศไทย มีการเลือกตั้งหลังการทำรัฐประหารเมื่อสามปีก่อน

และต้องไม่ลืมว่าทูตเดวี่ส์เคยถูกคนไทยบางคนวิพากษ์วิจารณ์ หลังแสดงความเป็นห่วงเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในประเทศไทย ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศในกรุงเทพฯ เมื่อปลายปี2558

ล่าสุดในการให้สัมภาษณ์กับวีโอเอไทย เขาบอกว่า “ไม่มีประเทศใดต้องการถูกสั่งสอน และผมคิดว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันของไทย เข้าใจดีว่ากระบวนการประชาธิปไตยจะทำให้ไทยเข้มแข็งขึ้น”

เมื่อถูกถามว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะพบกับ นายกรัฐมนตรีไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือไม่และเมื่อไหร่ ทูตสหรัฐ บอกว่าการเชิญโดยสหรัฐ ระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์ของผู้นำทั้งสอง เมื่อเดือนที่แล้วเป็นเสมือนสัญญาณว่า ภายใต้ผู้นำคนใหม่ของอเมริกา รัฐบาลกรุงวอชิงตันจะยังคงสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้เติบโตยิ่งขึ้น

ทูตเดวี่ส์บอกด้วยว่าการที่สหรัฐ มีประธานาธิบดีคนใหม่เป็น “โอกาสเร่งเครื่องสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ”

ช่วงนี้สถานทูตสหรัฐในไทยกำลังเตรียมจัดนิทรรศการ สะท้อนความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ ผ่านของขวัญที่กษัตริย์ไทยตั้งแต่ครั้งสมัยที่ไทยยังเป็นสยามประเทศ ทรงแลกเปลี่ยนกับประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งเริ่มต้นมายาวนาน และจะครบ 200 ปีในปีหน้า

ในครั้งนั้นเป็นการเจริญสัมพันธไมตรีผ่านการค้า ระหว่างรัชกาลที่สองของไทยและประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร ของสหรัฐ

ทูตสหรัฐบอกว่าเมื่อสองร้อยปีก่อนสหรัฐ ยังเป็นประเทศใหม่ และเป็นประเทศเล็กๆ ขณะที่ไทยเป็นประเทศที่สำคัญ เป็นศูนย์กลางแห่งหนึ่งของเอเชีย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ในคำให้สัมภาษณ์นั้น ทูตเดวี่ส์บอกว่าการนำของขวัญที่ทั้งสองประเทศแลกเปลี่ยนกันในตั้งแต่ครั้งนั้นมาจนถึงยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ทรงครองราชย์ยาวนาน ในระยะเวลาที่สหรัฐเปลี่ยนประธานาธิบดีมาถึง 12 คน จึงน่าจะเป็นเครื่องช่วยสะท้อนความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานของทั้งสองประเทศ

ทั้งสองประเทศทราบดีว่า ไทยและสหรัฐ แม้จะมีความแตกต่างในบางเรื่อง แต่นั่นไม่ได้ขัดขวางการประสานงานอย่างที่เห็น จากการเตรียมการจัดนิทรรศการครั้งนี้ซึ่งจะเริ่มต้นในช่วงต้นปี 2561

อ่านคำให้สัมภาษณ์นี้แล้ว ก็สังเกตได้ถึงความเปลี่ยนไป ของท่าทีลีลาและน้ำเสียง ของตัวแทนสหรัฐประจำไทยตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าไปนั่งทำเนียบขาว

ภาษาการทูตอาจจะเรียกมันว่า “การจัดลำดับความสำคัญใหม่” ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเปลี่ยนนโยบายหลัก

 แต่เมื่อบอกว่า “สมานฉันท์ในชาติมีลำดับมาก่อนการกำหนดวันเลือกตั้ง” ก็ย่อมหมายถึงการปรับเปลี่ยนท่าทีของวอชิงตัน ที่มีนัยสำคัญทางการเมืองระหว่างประเทศยิ่ง

ก้าวต่อไปจะเป็นตัวชี้วัดว่าความเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้เช่นนี้ จะปรากฏโฉมในรายละเอียดอื่น ๆ ต่อมาอย่างไรหรือไม่