background-default

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม 2569

Login
Login

'Thailand 4.0' ฝันไกล แล้ว SMEs ไทยไปถึงได้แค่ไหน

'Thailand 4.0' ฝันไกล แล้ว SMEs ไทยไปถึงได้แค่ไหน

“Thailand 4.0” เป็นนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่เน้นการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

 นโยบายดังกล่าวมุ่งหวังให้ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME 4.0 คือ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ที่มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถสร้างหรือใช้เทคโนโลยี หรือนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการของตนได้

แต่เมื่อมองย้อนกลับมายังสถานการณ์ที่เป็นอยู่ จะเห็นว่าสภาพแวดล้อมการส่งเสริม SME ยังไม่อำนวยต่อการปรับโครงสร้างผู้ประกอบการ แม้ว่ารัฐบาลทุกยุคทุกสมัยจะให้ความสำคัญกับการส่งเสริม SME

ภารกิจในการส่งเสริม SME กระจัดกระจายอยู่ภายใต้การดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ฯลฯ

ถึงแม้จะมีการจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการวางแผนส่งเสริม SME ของประเทศ และมีหน้าที่ประสานงานด้านการส่งเสริมกับหน่วยงานต่าง ๆ ให้หนุนเสริมกัน แต่ในทางปฏิบัติแล้วยังไม่สามารถทำให้เกิดการบูรณาการงานส่งเสริม SME ได้ เนื่องจากสาเหตุหลายประการ

ประการแรก แม้ สสว. จะถูกออกแบบมาให้เป็นผู้จัดทำนโยบายและแผนการส่งเสริม SME ในภาพรวมทั้งประเทศ แต่ในขณะเดียวกันกฎหมายกลับกำหนดให้ สสว. เป็นผู้เข้ามาดำเนินโครงการส่งเสริมเองด้วย ซึ่งในปัจจุบัน งานด้านการส่งเสริมเป็นงานหลักของ สสว.

ประการที่สอง สสว. เป็นผู้กำหนดนโยบายในภาพรวม หากแต่ไม่มีอำนาจในการกลั่นกรองโครงการส่งเสริม SME แม้รัฐบาลปัจจุบันมีนโยบายที่จะผลักดันให้หน่วยงานต่าง ๆ เสนอของบประมาณส่งเสริม SME ผ่าน สสว. แต่โครงการที่เสนอมาจำนวนมากเป็นโครงการที่แต่ละหน่วยงานเสนอมาตามความถนัดหรือความต้องการของตนเองมากกว่าเป็นโครงการที่ออกแบบมาอย่างบูรณาการจากการวิเคราะห์ความต้องการของ SME ส่งผลให้งานบางประเภท เช่น การส่งเสริมการแสดงสินค้าในต่างประเทศมีหลายหน่วยงานที่ดำเนินการ ในขณะที่งานส่งเสริมบางประเภท เช่น การให้ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมและการเลือกเว็บไซต์ในการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบ

ประการที่สาม ระบบการจัดสรรงบประมาณเป็นแบบรายปีทำให้โครงการส่งเสริม SME ส่วนมากมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทำให้โครงการในการยกระดับขีดความสามารถ SME ที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเป็นขั้นตอนถูกละเลย แม้จะมีการจัดตั้งกองทุนส่งเสริม SME ซึ่งดูแลโดย สสว. เพื่อให้เป็นแหล่งงบประมาณที่ใช้ส่งเสริม SME แบบต่อเนื่องก็ตาม แต่เงินในกองทุนส่วนมากมักถูกกันไว้สำหรับการดำเนินงานตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล

ประการสุดท้าย โครงการส่งเสริม SME ที่มีอยู่จำนวนมาก ขาดการประเมินผลกระทบหลังเสร็จสิ้นโครงการโดยหน่วยงานภายนอก ส่งผลให้งานด้านการส่งเสริม SME บางโครงการอาจยังไม่ตอบสนองต่อความต้องการของ SME อย่างแท้จริง

การศึกษาการส่งเสริม SME ของแคนาดา เกาหลีใต้ สิงคโปร์และไต้หวัน พบว่า รูปแบบการบริหารงานส่งเสริมคล้ายกับไทย คือ ดำเนินงานโดยหน่วยงานหลายแห่ง แต่มีองค์กรกลางคล้าย สสว. ทำหน้าที่ในการวางแผนและบูรณาการงานส่งเสริม SME ของประเทศ แต่การส่งเสริม SME ของแต่ละประเทศชี้ให้เห็นว่า

1) หน่วยงานที่กำหนดนโยบายและวางแผนการส่งเสริม SME จะต้องมีฐานข้อมูล SME ที่สมบูรณ์ มีบุคลากรที่มีขีดความสามารถในการวางแผนและในการประเมินโครงการสูง และที่สำคัญ คือจะต้องไม่เกี่ยวข้องกับงานส่งเสริมในระดับปฏิบัติการ

2) การออกแบบโครงการช่วยเหลือ SME จะเป็นแบบ “แพ็กเกจ” หรือ portfolio ที่มีเป้าหมายชัดเจน มีการแจกแจงรายละเอียดของกิจกรรมที่ต้องดำเนินการเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมาย ตลอดจนรายชื่อของหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดขอบในแต่ละกิจกรรม ซึ่งทำให้การจัดสรรงบประมาณมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาการทำงานซ้ำซ้อน

3) การจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการระยะยาวเป็นแบบผูกพันหลายปี (Multi-year budgeting) เนื่องจากโครงการบางประเภทต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการ ซึ่งทำให้การดำเนินงานต่อเนื่อง ลดปัญหาความไม่แน่นอนของการดำเนินงาน

4) องค์กรในการส่งเสริม SME ที่ดีจะมีกลไกการประเมินที่เป็นระบบ โดยมีการประเมินความจำเป็นและความคุ้มค่าก่อนที่จะดำเนินการ เพื่อให้มีการจัดสรรทรัพยากรในการส่งเสริม SME อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวก็มีการประเมินผลลัพธ์ของมาตรการที่ดำเนินการอยู่และสิ้นสุดลงด้วย เพื่อใช้เป็นข้อมูลปรับปรุงมาตรการในครั้งต่อไป

นอกจากนี้ในบางประเทศ เช่น แคนาดามีการว่าจ้างบุคคลที่สาม ทำหน้าที่ประเมินโครงการส่งเสริมได้อย่างอิสระ ช่วยให้สามารถพัฒนาระบบการส่งเสริม SME ได้ดียิ่งขึ้น

จากบทเรียนของต่างประเทศ เห็นได้ว่า สิ่งที่ไทยต้องดำเนินการเพื่อให้บรรลุผลได้ตามนโยบาย 4.0 คือ

ประการแรก ต้องปรับบทบาทภารกิจของ สสว. ให้เป็นหน่วยงานวางแผน กำหนดทิศทางการส่งเสริม SME และกลั่นกรองโครงการส่งเสริม SME เท่านั้น ตลอดจนกำกับดูแลโครงการ มาตรการส่งเสริม SME ของหน่วยงานต่าง ๆ ให้เป็นไปตามเป้าหมาย

ประการที่สอง ควรมีการถอดแผนการพัฒนา SME ออกมาเป็น “แพ็กเกจ” ของโครงการส่งเสริมโดยกำหนดประเด็นและเป้าหมายของการส่งเสริม ระบุรายละเอียดกิจกรรม หน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อความมีประสิทธิภาพของการดำเนินงานและจัดสรรงบฯ

ประการที่สาม สำหรับกิจกรรมหรือโครงการที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องหลายปี ควรมีการโอนเงินงบประมาณเข้ากองทุนส่งเสริม SME ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ สสวหากแต่ต้องมีการกำหนดเป้าหมายและรายละเอียดของกิจกรรมที่ต้องดำเนินการในแต่ละระยะเวลาอย่างชัดเจน รวมทั้งมีการติดตามประเมินผลที่เผยแพร่ต่อสาธารณชน

หากทำได้เช่นนี้ การจะเดินไปสู่ Thailand 4.0 คงมิใช่เรื่องยาก