วานนี้ (15พ.ค.) กรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
ออกมาเปิดเผยถึงการเจรจาร่วมกับกระทรวงพลังงาน เพื่อปรับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือพีดีพี 2015 ที่จะมีการเพิ่มน้ำหนักการผลิตไฟฟ้าไปสู่“พลังงานทดแทน”มากขึ้น
000 ขณะเดียวกันก็มีแนวคิดแยกการสำรองไฟฟ้าเป็นภูมิภาค เพื่อให้มีข้อมูลที่ชัดเจน และรับรู้ถึงความต้องการของแต่ละพื้นที่ ซึ่งยืนยันว่าในพื้นที่“ภาคใต้” ยังมีความจำเป็นต้องมี“โรงไฟฟ้าหลัก” ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิง“ถ่านหิน”หรือพลังงานอื่นๆ ก็ตาม โดยมีสาระสำคัญที่“ความมั่นคงของพลังงาน”
000 ขณะที่ในงานครบรอบ 48 ปี กฟผ.เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ได้ประกาศตัวรับเทรนด์โลกด้วยการก้าวสู่ Energy 4.0 มีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาระบบไฟฟ้า ทั้งการพัฒนาเครือข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) นำร่องที่ จ.แม่ฮ่องสอน พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า (Energy Storage) เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน
000 รวมทั้งการประกาศเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า ให้ลดคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2563 ขยับเป็น 8 ล้านตัน ในปี 2568 และ 12 ล้านตัน ในปี 2573 ควบคู่ไปกับการปลูกป่าที่ดำเนินการไปแล้วกว่า 4.6 แสนไร่ และสร้างศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. 8 แห่งทั่วประเทศ
000 เป็นการตอกย้ำว่าเเผนพีดีพี 2015 หรือแผนการพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย ระหว่างปี2558-2579 จะให้ความสำคัญในด้าน“สิ่งแวดล้อม”
000 และในช่วงเวลาของแผนนี้ จะมีโรงไฟฟ้าสร้างใหม่ 57,459 เมกะวัตต์ แยกเป็นพลังงานหมุนเวียน 12,105 เมกะวัตต์ (21%) โรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด 7,390 เมกะวัตต์ (13%) ซึ่งกฟผ.ยืนยันว่าไม่ได้มุ่งให้ความสำคัญกับโรงไฟฟ้าถ่านหินเพียงอย่างเดียว แต่จะพยายามกระจายสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน
000 กำหนดพระราชทานเพลิงศพ นางบังอร จารุจินดา วันพุธที่ 17 พ.ค.นี้ เวลา 16.30 น. ณ เมรุวัดชลประทานรังสฤษดิ์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
..........................................
อัชชาวดี [email protected]








