รัฐบาลปัจจุบันได้มีการตั้ง คณะกรรมการสาธารณสุขแห่งชาติ เพื่อเกลี่ยสามกองทุน
คือกองทุนสวัสดิการข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และกองทุนประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงการคลังก็พยายามออกข้อเสนอ ให้มีบริษัทประกันเข้ามารับภาระบริหารจัดการ เรื่องสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ ก็ได้รับการต่อต้านเพราะไม่มีความเชื่อมั่นในภาคเอกชน ทั้งสามกองทุนจึงยังคงดำเนินการเช่นเดิม แม้จะได้รับฟังเสียงสะท้อนจากฝ่ายวิชาการ ที่ทำการวิจัยครั้งแล้วครั้งเล่าว่ากองทุนทั้งหมดมีแนวโน้มจะถึงจุดจบ ไม่มีเงินจ่ายค่าบริการให้สถานพยาบาลในอนาคต
ท่ามกลางความทับซ้อนระหว่างกองทุนทั้งหลาย ยังมีเรื่องราวของการทับซ้อนในแง่การบริหารจัดการกองทุนแต่ละกองเพิ่มขึ้นมาอีก กองทุนสวัสดิการข้าราชการ ได้ชื่อว่ามีประสิทธิภาพการทำงานต่ำมาก ระบบการคัดกรองการเบิกจ่ายไม่มีประสิทธิภาพ ผู้ใช้สิทธิใช้สิทธิมากมายเกินความจำเป็น แต่กรมบัญชีกลางก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ ยอดการเบิกจ่ายพุ่งถึงกว่าเจ็ดหมื่นล้านบ้านจากระดับสามสี่หมื่นล้านบาท เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ และคาดว่าจะถึงแสนล้านบาทในอีกสองสามปีข้างหน้าถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไป รัฐบาลจะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย
ด้านกองทุนประกันสังคมเองแม้จะมีการร่วมจ่ายสมทบ จากพนักงานลูกจ้างและรัฐบาลแต่ก็น้อยมาก ขณะนี้พนักงานเริ่มทยอยเข้าสู่ผู้รับบำนาญจากกองทุนประกันสังคม และจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กองทุนได้รับเงินจากผู้สมทบน้อยลง เพราะผู้ใช้แรงงานที่เข้าสู่ระบบแรงงานน้อยลง ผู้บริหารกองทุนมีข้อจำกัดในการเอาเงินกองทุนไปลงทุน เงินเข้าน้อยกว่าเงินออก ในที่สุดก็จะตกอยู่ในสภาวะขาดเลือด และท้ายสุดคือกองทุนประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่บริหารจัดการแบบหว่านแห ทั้งที่โรงพยาบาลแต่ละแห่งมีความจำเป็นในการให้บริการแตกต่างกัน รัฐบาลไม่สามารถให้งบประมาณเพิ่มได้ เพราะรัฐบาลก็ไม่มีเงินเช่นกัน กฎหมายเปิดช่องให้มีการร่วมจ่ายได้ แต่ก็ไม่พยายามนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ทั้งหลายทั้งปวงสรุปได้ว่าทุกกองทุนจะถึงจุดอวสานอีกไม่นาน
ถ้ารัฐบาลมีวิสัยทัศน์ ก็จะเห็นว่าทั้งสามกองทุนจะต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่ ซึ่งใคร่ขอเสนอความเป็นไปได้เพื่อพิจารณาดังนี้
รัฐบาลต้องหาทางกระตุ้นให้ประชาชนรู้จักการออม การป้องกันสุขภาพอนามัยก่อนเจ็บป่วย และการวางแผนชีวิตหลังเกษียณ รัฐบาลต้องออกนโยบายที่เป็นรูปธรรม ให้ประชาชนที่มีรายได้สามารถมีสิทธิลดหย่อนทางภาษี จากการซื้อประกันสุขภาพสำหรับตัวเองและครอบครัว รัฐบาลต้องให้เครดิตภาษีเพิ่มขึ้นเพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถใช้เป็นประโยชน์
กองทุนสวัสดิการข้าราชการจะต้องขยับขยายให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ระบบประกันภัยของภาคเอกชนไทยมีความเข้มแข็งและมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ถ้ารัฐให้การบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการข้าราชการแม้เพียงบางส่วนกับภาคเอกชน รัฐจะสามารถประหยัดเงินได้จำนวนมาก เพราะการทำงานแบบธุรกิจเอกชนจะเน้นประสิทธิภาพสูงสุด การตรวจสอบการใช้จ่ายของผู้ใช้สิทธิจะได้รับการเอาใจใส่ดูแล ระบบบัญชีและการเงินได้รับการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีภายนอกที่มีประสิทธิภาพ การแบ่งงานให้ภาคเอกชนดูแลอาจเป็นระบบสัมปทานหรือจ้างบริหารที่มีค่าบริหารที่ชัดเจนจึงไม่พุ่งสูงอย่างไม่มีขอบเขตจำกัดดังเช่นปัจจุบัน และรัฐสามารถเจรจาต่อรองได้เมื่อต้นทุนลดต่ำลง การแข่งขันกันเองระหว่างเอกชนที่ต้องการเข้ามารับงานจะทำให้มีโอกาสเลือกบริษัทที่มีความพร้อม เทคโนโลยีสูง มีการประกันต่อ (Re-insurance) กับบริษัทต่างประเทศในกรณีที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสูงมาก ถ้ารัฐเป็นคู่เจรจากับเอกชนเพื่อประโยชน์กับข้าราชการ อำนาจต่อรองจะสูง ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องความไม่น่าเชื่อถือของภาคเอกชน และท้ายสุด ถ้าหากภาคเอกชนต้องมีเหตุให้ไม่สามารถรับผิดชอบ รัฐก็ยังเข้ามาสนับสนุนให้ข้าราชการได้รับสิทธิประโยชน์ตามสวัสดิการเช่นเดิม ถือเป็นการรับประกันสิทธิประโยชน์อีกชั้นหนึ่ง
ในด้านกองทุนประกันสังคม ปัจจุบันยังทำหน้าที่ได้ดี เพราะจำนวนผู้ประกันที่อยู่ในระบบ ที่ส่งเงินเข้ากองทุนยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่อีกไม่นานกองทุนประกันสังคมจะมีภาระจ่ายเงินบำนาญผู้เอาประกัน ซึ่งหมายความว่าเงินจะไหลออกจำนวนมากและมากขึ้นเรื่อยๆเพราะผู้เอาประกันจะมีอายุยาวขึ้น ในขณะที่จำนวนผู้เข้าสู่ตลาดแรงงานจะลดลง เนื่องจากอัตราการเกิดของประชากรลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเป็นเช่นนี้กองทุนประกันสังคมจะต้องพยายาม หาเงินเข้ากองทุนรองรับการจ่ายเงินบำนาญในอนาคต แม้ว่าตามพระราชบัญญัติกองทุนประกันสังคมจะอนุญาตให้มีการลงทุน ในกองทุนทั้งตราสารหนี้และตราสารทุนมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในตราสารหนี้ ที่อัตราผลตอบแทนต่ำ การลงทุนในตราสารทุนยังน้อย ทั้งนี้เป็นเพราะตราสารทุนมีอัตราเสี่ยงสูงกว่าตราสารหนี้ กองทุนประกันสังคมจึงระมัดระวังมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี จากการพิจารณาสัดส่วนการลงทุนกับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ พบว่ากองทุนประกันสังคมมีการลงทุนบ้างในบริษัทขนาดใหญ่ เช่นบริษัทปูนซิเม็นต์ไทยและธนาคารพาณิชย์ แต่ก็ยังนับว่าน้อยมากอยู่ดี ส่วนการลงทุนในตราสารทุนนอกประเทศ ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงก็มีน้อยมากหรือเกือบไม่มี ถ้าเป็นเช่นนี้ เงินกองทุนจะไหลออกมากกว่าไหลเข้า และหากบริหารจัดการไม่ได้ก็มีโอกาสตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงสูงไม่น้อย
จากการรับฟังความเห็นของหน่วยงานทางด้านสถิติและด้านประชากรศาสตร์ มีความเห็นตรงกันว่าอัตราการเกิดและอัตราการเสียชีวิต จะเข้าสู่สภาวะสมดุลอีกประมาณยี่สิบปีข้างหน้า ซึ่งหมายความว่าอัตราการเกิดจะไม่ไม่ลดต่ำกว่าปัจจุบันที่อยู่ที่ 1.6 และอายุโดยเฉลี่ยของคนไทยจะยาวถึงประมาณ 80 ปี ในช่วงระยะเวลายี่สิบปีตั้งแต่นี้ กองทุนประกันสังคมจะต้องมีการบริหารจัดการอย่างดี เพื่อให้ประคองตัวให้ได้ในยี่สิบปีข้างหน้า และถ้าเงินกองทุนหมดก่อนถึงช่วงเวลานั้น ก็อาจเกิดความโกลาหลในระบบประกันสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้





