วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เรื่องวุ่นๆของกระทรวงสาธารณสุขกับสปสช. (1)

หมู่นี้มีข่าวโรงพยาบาลขาดทุนบ้าง ไม่ขาดทุนบ้าง แล้วก็ขาดทุนจริงๆ ตามที่รัฐบาลยืนยัน โดยนายกรัฐมนตรีอนุมัติงบกลางปีมาให้ 5,000 ล้านบาท

 เพื่อช่วยแก้ปัญหาโรงพยาบาลสาธารณสุข ที่ขาดทุนจนขาดสภาพคล่องทางการเงิน มากมายหลายโรงพยาบาล เป็นการยืนยันว่า รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีรับทราบแล้วว่า โรงพยาบาลขาดทุนจริง

และตามข่าวนี้ งบกลาง 5,000 ล้านบาทพบว่า รัฐบาลส่งให้กระทรวงสาธารณสุข เพื่อแก้ปัญหาเบื้องต้นรพ.ขาดทุน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้กล่าวว่า เขาได้มอบหมายให้พญ.ประนอม คำเที่ยง รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขดำเนินการจัดทำรายละเอียดการใช้งบประมาณ 5,000 ล้านบาทว่าจะมีการจัดสรรหรือใช้อย่างไรซึ่งคาดว่าจะนำเสนอ ครม.เพื่อพิจารณาได้ในเร็วๆนี้

ในขณะที่นพ.ธานินทร์ สีวราภรณ์สกุล ประธานชมรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ กล่าวว่าปัญหาโรงพยาบาลขาดทุน ขาดสภาพคล่องมีมานานแล้ว สาเหตุมาจากการบริหารกองทุนบัตรทองที่ทำให้เงินกองทุนเหมาจ่ายรายหัวมีมาถึงรพ.ไม่เกิน 1,400 บาทต่อหัว ทำให้ไม่เพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วย

นพ.ประดิษฐ์ ไชยบุตร ประธานสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/รพ.ทั่วไป (สพศท.) เสนอว่าควรจะนำเงินส่วนนี้ไปจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรตามภาระงาน (P4P) ซึ่งรพศ./รพท.ทั่วประเทศค้างจ่ายค่าตอบแทนP4P อยู่ประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน นพ.เกรียงศักดิ์ วัชระนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบทและผู้อำนวยการรพ.ชุมแพ (รพ.ชุมชน) ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการปั่นกระแสของคนบางกลุ่มหรือไม่ เพราะการที่กล่าวว่าค่าเหมาจ่ายรายหัวที่ได้จากสปสช.ที่ได้น้อยจนทำให้สถานะทางการเงินติดลบนั้นถือว่าไม่แฟร์ เพราะถือว่ารายได้ของรพ.มาจากหลายทาง และการติดลบเนื่องจากมีการลงทุนก่อสร้างอาคารหรือห้องผ่าตัดเพิ่ม

ผู้เขียนอ่านข่าวเหล่านี้แล้ว ก็พอจะแยกประเด็นได้ว่า รัฐมนตรีไม่เข้าใจว่ารพ.ขาดทุนเพราะอะไร ซึ่งผู้บริหารโรงพยาบาล บอกว่าขาดทุน ส่วนผอ.รพ.ชุมชนแห่งหนึ่งออกมายืนยันว่ารพ.ของตนไม่ขาดทุน และยังกล่าวว่ามีคนมาบิดเบือนหรือปั่นกระแส คำถามก็คือ ใครพูดความจริง และใครไม่ยอมรับความจริง?

จะเห็นได้ว่าในที่สุดแล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยอมรับว่าโรงพยาบาลขาดสภาพคล่อง เงินบำรุง (เงินคงคลัง) ของรพ.ร่อยหรอ ภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น เนื่องจากประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และงบประมาณรายหัวต่อประชากรที่ไม่สามารถเพิ่มได้ตามอัตรา แต่ไม่ได้พูดถึงว่างบประมาณรายหัวผ่านมาจากสปสช. มาถึงรพ.เต็มตามจำนวนหรือไม่?

ในขณะที่ข้อมูลจริงจากบัญชีของรพ.หลายแห่งเป็นตัวแดง ซึ่ง นายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์สาขาวิชา Business Analytics and Intelligence และสาขาวิทยาการประกันภัยและบริหารความเสี่ยง คณะสถิติประยุกต์ ผู้อำนวยการศูนย์คลังปัญญาและสารสนเทศสถาบันบัณฑิตพัฒนะบริหารศาสตร์ ได้อธิบายว่าขาดทุนหมายความว่า มีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย ซึ่งเกิดขึ้นจริงในโรงพยาบาลจำนวนมากมายหลายแห่งของกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ เนื่องจากสปสช.จ่ายเงินค่ารักษาผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ น้อยกว่าค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลจากการดำเนินการดูแลรักษาผู้ป่วย โดยมาจากหลายสาเหตุ แต่มีรากเหง้าของสาเหตุมาจากการบริหารจัดการที่ขาดธรรมาภิบาลของสปสช. กล่าวคือการแบ่งงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพเป็นกองทุนย่อยๆหลายสิบกองทุน และห้ามรพ.เบิกเงินข้ามกองทุน

การจ่ายเงินตามบัญชีโรคร่วม (DRG) ของผู้ป่วยในที่ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นจากโรงพยาบาลผู้ให้บริการว่าราคากลางมันต่ำเกินไป เปรียบเหมือนสปสช.เป็น “พ่อค้าคนกลาง” ที่กดราคา “สินค้าบริการของโรงพยาบาล” ที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยง เพราะมันเป็นภารกิจหลักของโรงพยาบาลที่จะต้องรักษาผู้ป่วยในระบบนี้

การกำหนดอัตราจ่าย (Capitation)ของผู้ป่วยนอก ก็ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้น เพราะผู้ป่วยมาโรงพยาบาลได้ไม่จำกัดครั้ง แต่สปสช.ให้งบประมาณจำกัด

ถึงแม้สปสช.จะกำหนดระเบียบหลักเกณฑ์ในการเบิกจ่ายตาม DRG แต่ก็จะมีระเบียบหยุมหยิมในการตรวจสอบการเบิกจ่าย ทำให้รพ.ไม่สามารถเบิกจ่ายค่ารักษาได้ตามความเป็นจริง เพราะการกำหนดรหัสโรคของสปสช.ที่ทำให้รพ.เบิกจ่ายไม่ได้ ถูกเรียกเงินคืน

การหักงบประมาณเงินเดือนบุคลากรซ้ำซ้อนกัน เช่น หักเงินเดือนที่ส่วนกลางแล้ว พอถึงเวลาเบิกค่ารักษษอีก สปสช.ก็จะหักเงินเดือนอีก ทำให้รพ.ได้รับเงินน้อยกว่าค่าใช้จ่ายจริง

สปสช.จ่ายเงินให้โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นแบบปลายปิด (Global Budget) และมีอัตราคงที่ ในขณะที่สปสช.จ่ายให้รพ.สังกัดอื่นและภาคเอกชนเป็นแบบปลายเปิด ทั้งๆที่รพ.ของสธ.เป็นหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนของสปสช.ถึง 90 %

พอถึงปลายปีงบประมาณ สปสช.ก็จะมีการขอ “ทบทวนการจ่ายเงินตามผลงาน” เช่น ผลงานในการรักษาผป.ใน(นอนในโรงพยาบาล) ผป.นอก (ไม่นอนรพ.) และงบประมาณส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค จากการตรวจสอบเวชระเบียน ฯลฯ และเรียกเงินคืนถ้าตรวจสอบแล้วว่าผลงานไม่ตรงตามที่สปสช.กำหนด แต่ไม่เคยมีการ “โอนเงินมาให้เพิ่มเติม”ถ้ารพ.มีผลงานเกินเป้า

การบริหารเช่นนี้ทำให้สปสช.มีเงินเหลือจากงบกองทุนที่จ่ายให้รพ. และสปสช.เอาไปบริหารเอง ได้แก่

เงินเดือนบุคลากรภาครัฐนอกสำนักงานปลัดกระทรวงสธ. และเงินเดือนภาครัฐสังกัดหน่วยงานอื่น ประมาณ 1,500 – 1,700 ล้านบาท เงินจัดสรรให้เขต 13 (กทม.) เงินหมวดไตวาย เอดส์ เงินช่วยพื้นที่เสี่ยงภัย 3 จว.ชายแดนภาคใต้ ค่าตอบแทนกำลังคนในสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เงินที่เหลือจากหมวดเฉพาะโรคที่ห้ามโรงพยาบาลเบิกเงินข้ามหมวด โดยเงินที่เหลือทุกปี สปสช.ไม่ต้องส่งคืนกระทรวงการคลัง ตามพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาแห่งชาติมาตรา 39 วรรคหนึ่ง

นอกจากสปสช.จะบริหารจนโรงพยาบาลขาดทุนแล้ว สปสช.ยังเอาเงินไปใช้นอกเหนือจากการเอาดูแลรักษาประชาชน

สาเหตุดังกล่าวข้างต้นที่สปสช.ทำให้รพ.ได้รับเงินต่ำกว่าต้นทุนในการให้บริการ แต่สปสช.ยังเอาเงินไปใช้นอกเหนือจาการเอาดูแลรักษาประชาชน ได้แก่ เอาไปจ่ายสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(4) ซึ่งมีทั้งอปท.อบต. เทศบาล เมืองพัทยา เพื่อบริหารจัดการสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ หรือสนับสนุนและส่งเสริมให้กลุ่ม หรือองค์กรประชาชนดำเนินกิจกรรมด้านสาธารณสุขในพื้นที่ จำนวน 45 บาทต่อประชากร โดย อปท. ร่วมจ่ายสมทบ ซึ่งปัจจุบันมี อปท.เข้าร่วม 7,755 แห่ง จาก 7,776 แห่ง(4) ซึ่งสตง.ได้ชี้ว่าการจ่ายเงินของอปท.ต้องยึดระเบียบของกระทรวงมหาดไทย ไม่สามารถทำตามระเบียบของสปสช.ตามที่เคยทำมา เนื่องจากสตง.ชี้ว่าเป็นการจ่ายเงินโดยไม่ถูกต้อง จึงทำให้มีเงินเหลือถึง 7,000 ล้านบาท ที่อบต.ไม่สามารถนำไปใช้ได้ เพราะเกรงว่าจะไม่ถูกกฎหมาย

เอาไปจ่ายในการทำงานตามภารกิจของสปสช. กล่าวคือสปสช.ได้รับงบบริหารจัดการสำนักงานปีละ 1 % ของงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งสปสช.จะได้รับปีละ 1,500 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก เมื่อเทียบกับจำนวนบุคลากรที่จ้าง แต่การทำงานบางอย่างที่ควรใช้งบบริหาร แต่สปสช.กลับใช้งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพ(ที่ควรจะใช้ในการดูแลรักษาประชาชน) เช่น โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อส่งต่อผู้ป่วย โครงการพัฒนาและรับรองคุณภาพเครือข่ายปฐมภูมิ การจัดทำโปรแกรมระบบการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของผป.นอกและผป.ในของสปสช. ฯลฯ

.........................

พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา

กรรมการแพทยสภา